Microsoft Agent Framework ปล่อยของจริง — Harness รันไทม์สำเร็จรูป + Declarative Workflows 1.0 เขียน orchestration เป็น YAML
สัปดาห์นี้ Microsoft Agent Framework (MAF) — เฟรมเวิร์กที่เกิดจากการรวม Semantic Kernel กับ AutoGen เข้าด้วยกัน — ปล่อยของชิ้นใหญ่สองชิ้นติดกันในสองวัน ทั้งคู่ตอบโจทย์เดียวกัน คือ “เลิกเขียน plumbing ของ agent เองซ้ำ ๆ” ตั้งแต่ลูปเรียกทูล ไปจนถึงการจัดวาง orchestration หลาย agent
Harness — รันไทม์สำเร็จรูปที่แปลง LLM ให้เป็น agent (22 ก.ค.)
ชิ้นแรกคือ Agent Framework Harness (ออก 22 ก.ค. 2026, รองรับทั้ง Python และ .NET) คำอธิบายจากทีมตรงไปตรงมา: “โมเดลเปล่า ๆ ทำได้แค่สร้างข้อความ ถ้าจะให้มันเรียกทูล ทำงานหลายสเต็ป จำสิ่งที่ทำไปแล้ว และเดินหน้าจนงานเสร็จ คุณต้องมีรันไทม์ห่อรอบโมเดล — รันไทม์นั้นคือ harness”
Harness มาพร้อมความสามารถแบบ batteries-included 9 อย่าง โดยตั้งค่าเริ่มต้นให้พอใช้งานได้ทันที:
- Function invocation — ลูปเรียกทูลอัตโนมัติ พร้อมจำกัดจำนวนรอบได้
- History persistence — เซฟประวัติแชตหลังทุกครั้งที่เรียกโมเดล เพื่อกู้คืนเมื่อแครช
- Context compaction — บีบอัด/จัดการคอนเท็กซ์ระหว่างลูปเรียกทูลยาว ๆ
- Planning & execution — todo list ถาวรพร้อมโหมด plan/execute
- File memory — โน้ตของ session ที่อยู่ข้ามเทิร์น
- Skills — ค้นพบความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแบบ progressive
- Web search — ใช้ความสามารถค้นเว็บของบริการเบื้องหลัง
- Tool approvals — กฎอนุมัติ + heuristic auto-approve สำหรับงานที่ปลอดภัย
- Telemetry — OpenTelemetry ในตัว
สิ่งที่นักพัฒนาต้องเตรียมเองเหลือแค่สามอย่าง: chat client, คำสั่ง (instructions) ให้ agent และทูลของตัวเอง (ถ้ามี) — ที่เหลือ framework จัดการให้หมด นี่คือการตัดงานสร้าง agent loop / memory / approval infrastructure ที่ทีมส่วนใหญ่ต้องเขียนเองซ้ำ ๆ ออกไป
Declarative Workflows 1.0 — orchestration เป็น “เอกสาร” ไม่ใช่ call graph (23 ก.ค.)
ชิ้นที่สอง (ออก 23 ก.ค. 2026) คือ Declarative Workflows 1.0 — แพ็กเกจ Python agent-framework-declarative ขึ้นเวอร์ชัน 1.0.0 ส่วนฝั่ง .NET Microsoft.Agents.AI.Workflows.Declarative ก็เสถียรครบทั้งสอง SDK แล้ว
แนวคิดคือ ย้ายการจัดวาง orchestration หลาย agent ออกจากโค้ดมาเป็น YAML: กำหนดลำดับสเต็ป เงื่อนไขแตกกิ่ง และการส่งต่องานระหว่าง agent (handoff) แบบ declarative โดยใช้ Power Fx expressions คำนวณค่าแบบไดนามิก (เช่น =If(IsBlank(inputs.name), "World", inputs.name)) เวิร์กโฟลว์เดียวเรียกได้ทั้ง agents, function tools, MCP tools และ HTTP endpoints รองรับ human-in-the-loop (หยุดรอ input/อนุมัติแล้วค่อยไปต่อ) และ checkpoint/resume เก็บสถานะไว้ทำต่อทีหลังได้
คำที่ทีมย้ำคือ “เวิร์กโฟลว์เป็นเอกสาร ไม่ใช่ call graph” — product owner หรือ architect อ่านเข้าใจพฤติกรรมได้โดยไม่ต้องไล่โค้ดเฟรมเวิร์ก และทั้งฝั่ง Python/.NET จะโหลด YAML เข้าเป็น Workflow object เดียวกันที่รันเหมือน orchestration ที่เขียนด้วยโค้ดทุกประการ
มุมมอง AI Curator
สองชิ้นนี้อ่านคู่กันแล้วเห็นยุทธศาสตร์ชัด: Microsoft กำลังทำให้ MAF เป็น “แพลตฟอร์ม agent ระดับ production” ไม่ใช่แค่ไลบรารีทดลอง — Harness จัดการชั้น runtime (ลูป, memory, กู้แครช, telemetry) ส่วน Declarative Workflows จัดการชั้น orchestration ให้กลายเป็น config ที่ review ได้เหมือน infrastructure-as-code นี่คือทิศทางเดียวกับที่ทั้งอุตสาหกรรมกำลังไป: แยก “ตรรกะการไหลของงาน” ออกจาก “โค้ดแอป” เพื่อให้ตรวจสอบ กำกับ และเปลี่ยนได้โดยไม่ต้อง redeploy
จุดที่ควรชั่งใจคือ การผูกกับ ecosystem ของ Microsoft — Power Fx, Foundry, Copilot Studio คือสนามที่ฟีเจอร์พวกนี้เปล่งประกายที่สุด ทีมที่อยู่บน Azure/.NET อยู่แล้วจะได้ประโยชน์เต็ม ๆ แต่ทีมที่ไม่ได้อยู่ในระบบนิเวศนั้นต้องประเมินว่าการเรียน Power Fx และรูปแบบ YAML เฉพาะของ MAF คุ้มกว่าการใช้ LangGraph, CrewAI หรือ Pydantic AI ที่เป็นกลางกว่าหรือไม่
สำหรับนักพัฒนาไทยและองค์กรที่ใช้ Microsoft stack เป็นหลัก (ซึ่งมีเยอะในสายองค์กร/ราชการ) นี่เป็นข่าวดี — การได้ agent runtime + orchestration แบบ declarative ที่ทำงานได้ทั้งบนคลาวด์และแบบ disconnected (ผ่าน Foundry Local) หมายความว่าสร้าง agent ภายในองค์กรบนข้อมูลที่ควบคุมเองได้ง่ายขึ้นมาก โดยไม่ต้องประกอบชิ้นส่วนเองทั้งหมด
แหล่งข่าว:
อ่านเพิ่มในหมวด เครื่องมือนักพัฒนา
Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ
Betelgeuse ฟอร์ก llama.cpp ที่เปิดเมื่อ 31 ต.ค. ดึง expert จาก NVMe เข้า VRAM ตามต้องการ อ้าง 22 tok/s แบบไม่ทิ้ง expert แต่ README เตือนเองว่ายังทดลองและตัวเลขมาจากคนละรอบ วันเดียวกันผู้พัฒนา Basalt เผยผลวัดว่าแฟล็กเร่งความเร็วทำคุณภาพ Q8 ตกไปใกล้ Q2
กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง
ต่อจากที่เราพบกฎนี้ในไบนารี Claude Code ผู้ใช้เริ่มรายงานว่างานเชิงพาณิชย์ถูกปฏิเสธ และ Tom's Hardware กับ Mashable หยิบไปรายงาน แต่เมื่อไล่ issue ที่อ้างถึง พบว่าหลายรายการเกิดก่อนกฎจะมา จึงน่าจะเป็นตัวกรองด้านไซเบอร์ ส่วน Anthropic ยังไม่ชี้แจง
Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้
รายงานอิสระพบว่าฟีเจอร์ agent_summary ของ Claude Code ส่ง transcript เต็มของ background agent ไปถามสถานะทุก ~30 วินาที คิดเป็น 16.4% ของค่าใช้จ่ายในระบบของผู้วัด Issue เปิดมาตั้งแต่ ส.ค. ยังไม่มีสวิตช์ปิดที่รองรับ เราตรวจพบโค้ดนี้ใน 2.1.314 และพบกฎใหม่เรื่องเกมที่ไม่อยู่ใน changelog