Cursor ถอดตัวเลขค่าใช้จ่ายออกจากหน้า Usage — เหลือแต่จำนวน token และย้อนกลับไปลบข้อมูลเก่าด้วย ผู้ใช้ Teams ลุกฮือ
วันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ผู้ใช้ Cursor เปิดหน้า Usage แล้วพบว่าตัวเลขเงินหายไปหมด เหลือแต่จำนวน token กระทู้ Usage Page $$ to Token Amount? WHAT? บนฟอรัมทางการพุ่งขึ้นเป็น 49 คอมเมนต์ / กว่า 8,700 วิว ภายในไม่ถึงสองวัน และขึ้นหน้าแรก Hacker News วันที่ 1 สิงหาคม
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “UI เปลี่ยน” คือ มันย้อนกลับไปแตะข้อมูลเก่าด้วย และพนักงาน Cursor ยืนยันในกระทู้เองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งใจ ไม่ใช่บั๊กชั่วคราว
หายไปอะไรบ้าง
จากคำตอบของ kevinn ทีมงาน Cursor ในกระทู้ (คอมเมนต์ที่ 16 และ 19) การเปลี่ยนแปลงที่ ship วันที่ 31 กรกฎาคม ครอบคลุมสามชั้น:
| ชั้น | เดิม | หลัง 31 ก.ค. 2026 |
|---|---|---|
| หน้า Usage | มี Spend metric + คอลัมน์ Cost แยกตามวัน/โมเดล/request | token อย่างเดียว ทั้ง Spend และ Cost ถูกถอดออก |
| CSV export | มีตัวเลขค่าใช้จ่ายจริง | คอลัมน์ Cost ยังอยู่ แต่ทุกแถวเป็น $0.00 |
| Dashboard Usage API | chargedCents, usageBasedCosts, tokenUsage.totalCents | ถูก zero out — chargedCents: 0, usageBasedCosts: "$0.00", totalCents หายไป |
ขอบเขตคือ แพลน self-serve ทั้งหมด รวมถึง Teams — Enterprise ยังเห็นตัวเลขเงินอยู่เหมือนเดิม
ประเด็นที่ผู้ใช้โกรธที่สุดถูกยกโดยผู้ใช้ชื่อ JPPIX4D ซึ่งสร้างระบบรายงานภายในต่อจาก endpoint cursor.com/api/dashboard/get-filtered-usage-events ไว้: ค่าที่ถูก zero out ครอบคลุม event ย้อนหลังที่เคยคืนตัวเลขจริง และรวมถึง on-demand usage ที่ถูกเรียกเก็บเงินไปแล้วจริง ๆ ด้วย kevinn ตอบตรง ๆ ว่า
“This was an intentional change, not a temporary reporting issue… Because this is applied when records are read, historical results are affected, too.”
แปลว่าข้อมูลไม่ได้ถูกลบ — มันยังถูกเก็บอยู่ในระบบ แต่ถูกกรองออกตอนอ่าน ซึ่ง JPPIX4D ก็ชี้ประเด็นนี้เองว่า “period totals still exist, so the data is clearly still tracked internally”
เหตุผลของ Cursor และทางออกที่เหลือ
kevinn อธิบายว่าเป็น “deliberate design” ที่มาจากความต่างเชิงโครงสร้างระหว่างแพลน: Enterprise เป็น pooled usage ส่วนแพลนรายบุคคลมี included usage ก้อนใหญ่แถมมาด้วย ผลคือตัวเลขเงินที่แสดงมัก สูงกว่าค่าแพลนที่ลูกค้าจ่ายจริง เพราะสะท้อนมูลค่าการใช้งานทั้งหมด ไม่ใช่ยอดเรียกเก็บ — และนั่นสร้างความสับสน
ทางออกที่ยังเหลืออยู่ตามคำตอบทางการ:
- Teams admin ดูยอด on-demand รายคนได้ที่ Dashboard → Members → On-Demand แต่ ไม่มี breakdown เป็นรายโมเดลอีกแล้ว
- Admin API (ตัวที่ support อย่างเป็นทางการ) ยังคืน spending data และ cost fields ของ usage events อยู่
- แพลนรายบุคคล: ไม่มีทางกลับไปดูตัวเลขเงิน และ ไม่มี setting ให้สลับ
ฝั่งผู้ใช้แทบทั้งกระทู้ไม่ซื้อเหตุผลนี้ ข้อโต้แย้งที่คมที่สุดมาจากผู้ใช้ชื่อ Archit ที่บอกว่า ถ้าปัญหาคือคนเข้าใจผิดว่าตัวเลขนั้นคือยอดที่ต้องจ่าย ทางแก้คือ แยกให้ชัดในกราฟว่าส่วนไหนคือ included usage ส่วนไหนคือยอดที่จะขึ้นบิลจริง ไม่ใช่ลบตัวเลขทิ้งทั้งก้อน อีกคนหนึ่งบอกว่าเขาใช้หน้านี้เทียบ ราคาต่อประสิทธิภาพของแต่ละโมเดล — ส่งข้อความหนึ่งครั้งด้วย Grok 4.5 แล้วรีเฟรชเห็นเพิ่ม ~$0.32 สลับไป Opus 5 เห็นเพิ่ม ~$2.56 — ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำนวน token ทดแทนไม่ได้ เพราะ token ของแต่ละโมเดลราคาไม่เท่ากัน
ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ kevinn ระบุว่าแพลน Ultra รันบน usage-based (token) pricing อยู่แล้ว ซึ่งอ่านได้ว่าการย้ายหน่วยวัดไปเป็น token อาจไม่ใช่แค่เรื่องหน้าจอ แต่คือทิศทางของโมเดลราคาที่กำลังจะไป — และผู้ใช้หลายคนในกระทู้ก็ขอตรง ๆ ว่า ถ้าแผนระยะยาวคือย้ายไป token pricing ก็ประกาศออกมาเลย
มุมมอง AI Curator
ผมอยากแยกเรื่องนี้ออกเป็นสองชั้น เพราะมันถูกพูดปนกันจนพลาดประเด็นที่สำคัญกว่า
ชั้นแรกคือ การถอด metric ออกจาก UI — อันนี้ยังพอเถียงกันได้ ข้อโต้แย้งของ Cursor มีเหตุผลจริงในทางเทคนิค: ตัวเลขที่บอกว่าคุณ “ใช้ไป $340” ทั้งที่จ่ายเดือนละ $20 มันสับสนจริง และเป็นปัญหาซัพพอร์ตจริง แต่ทางแก้ที่ถูกคืออธิบายให้ชัด ไม่ใช่ปิดไฟ ผู้ใช้ที่เปิดหน้านั้นวันละหลายรอบไม่ได้เปิดเพื่อจับผิด Cursor เขาเปิดเพื่อตัดสินใจว่าจะใช้โมเดลไหน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ควรส่งเสริมด้วยซ้ำ
ชั้นที่สองคือส่วนที่ผมคิดว่าร้ายแรงกว่ามาก และเป็นบทเรียนที่ข้ามไปใช้กับ vendor ทุกเจ้าได้: การ zero out ค่าย้อนหลังใน API ข้อมูลที่เคยถูกส่งออกมาผ่าน endpoint ที่ลูกค้าเอาไปสร้างระบบรายงานต่อ อยู่ ๆ ก็คืนเป็นศูนย์ทั้งชุด รวมถึงเดือนที่ปิดบัญชีไปแล้ว นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนฟีเจอร์ แต่คือ การเปลี่ยนความหมายของข้อมูลที่ลูกค้าเคยเก็บไว้ ทีมที่ทำ reconciliation ค่าใช้จ่าย AI ทุกเดือนจะพบว่าตัวเลขเดือนก่อน ๆ ที่ดึงซ้ำไม่ตรงกับที่เคยดึง โดยไม่มีสัญญาณอะไรบอกเลย (และสังเกตว่า endpoint ที่โดนคือ api/dashboard/... ซึ่งไม่ใช่ API ที่ support อย่างเป็นทางการ — Cursor ชี้ให้ไปใช้ Admin API แทน ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้องตามหลักการ แต่ไม่ได้ช่วยคนที่ระบบพังไปแล้ว)
สำหรับทีมไทยที่จ่ายค่าเครื่องมือ AI เป็นเงินก้อนโตขึ้นเรื่อย ๆ — และตอนนี้หลายทีมจ่ายทั้ง Cursor, Claude Code, Copilot พร้อมกัน — บทเรียนปฏิบัติคือ อย่าให้ dashboard ของ vendor เป็นแหล่งความจริงเดียวเรื่องต้นทุน ถ้าตัวเลขค่าใช้จ่ายสำคัญกับการตัดสินใจของทีม ต้อง ดึงเก็บลงระบบตัวเองตั้งแต่วันนี้ พร้อม timestamp ที่ดึง เพราะสิ่งที่เคสนี้พิสูจน์คือ ข้อมูลที่อยู่ในระบบคนอื่นสามารถเปลี่ยนความหมายย้อนหลังได้ทุกเมื่อ โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลย และให้ใช้ API ที่ vendor ประกาศว่า support อย่างเป็นทางการ เท่านั้นในระบบที่พึ่งพาจริง — endpoint ที่ขุดจาก network tab ของ dashboard ใช้ทดลองได้ แต่อย่าเอาไปวางเป็นฐานของ pipeline
ในภาพใหญ่ ตลาด AI coding tools กำลังเข้าสู่ช่วงที่การแข่งขันย้ายจาก “โมเดลเก่งแค่ไหน” ไปเป็น “ราคาต่อหน่วยงานเท่าไร” — และในช่วงแบบนั้น ความโปร่งใสเรื่องต้นทุนคือฟีเจอร์ ไม่ใช่ภาระ เจ้าไหนทำให้ลูกค้าเห็นชัดว่าจ่ายไปเท่าไรได้อะไรกลับมา จะได้เปรียบระยะยาว การเดินสวนทางตอนนี้จึงเป็นการตัดสินใจที่แปลกในเชิงจังหวะเวลา ไม่ว่าเหตุผลภายในจะฟังขึ้นแค่ไหนก็ตาม
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด เครื่องมือนักพัฒนา
Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ
Betelgeuse ฟอร์ก llama.cpp ที่เปิดเมื่อ 31 ต.ค. ดึง expert จาก NVMe เข้า VRAM ตามต้องการ อ้าง 22 tok/s แบบไม่ทิ้ง expert แต่ README เตือนเองว่ายังทดลองและตัวเลขมาจากคนละรอบ วันเดียวกันผู้พัฒนา Basalt เผยผลวัดว่าแฟล็กเร่งความเร็วทำคุณภาพ Q8 ตกไปใกล้ Q2
กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง
ต่อจากที่เราพบกฎนี้ในไบนารี Claude Code ผู้ใช้เริ่มรายงานว่างานเชิงพาณิชย์ถูกปฏิเสธ และ Tom's Hardware กับ Mashable หยิบไปรายงาน แต่เมื่อไล่ issue ที่อ้างถึง พบว่าหลายรายการเกิดก่อนกฎจะมา จึงน่าจะเป็นตัวกรองด้านไซเบอร์ ส่วน Anthropic ยังไม่ชี้แจง
Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้
รายงานอิสระพบว่าฟีเจอร์ agent_summary ของ Claude Code ส่ง transcript เต็มของ background agent ไปถามสถานะทุก ~30 วินาที คิดเป็น 16.4% ของค่าใช้จ่ายในระบบของผู้วัด Issue เปิดมาตั้งแต่ ส.ค. ยังไม่มีสวิตช์ปิดที่รองรับ เราตรวจพบโค้ดนี้ใน 2.1.314 และพบกฎใหม่เรื่องเกมที่ไม่อยู่ใน changelog