Claude Cowork มีเบราว์เซอร์ของตัวเองแล้ว — เปิดเว็บ คลิก กรอกฟอร์มเองในแอปเดสก์ท็อป แยกขาดจากเบราว์เซอร์ส่วนตัว
Anthropic ประกาศเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026 ว่า Claude Cowork มีเบราว์เซอร์ในตัวแล้ว เมื่อ Claude ต้องใช้เว็บเพื่อทำงานให้เสร็จ มันจะเปิดเบราว์เซอร์ขึ้นมาเป็นแผงด้านข้างในแอปเดสก์ท็อป แล้วโหลดหน้า อ่านเนื้อหา คลิกลิงก์ และพิมพ์ลงฟอร์มเอง
นี่เป็นการปิดช่องว่างที่ชัดเจนที่สุดของ agent ทำงานเอกสาร: ระบบหลังบ้านจำนวนมากไม่มี API ตัวอย่างที่ Anthropic ยกเองคือการรวบรวมงานวิจัยเพื่อทำรายงาน และการไล่เก็บใบแจ้งหนี้ของเดือนนี้จากพอร์ทัลของซัพพลายเออร์ — งานที่มนุษย์ทำได้ใน 20 นาทีแต่เขียนสคริปต์ไม่คุ้ม เพราะแต่ละพอร์ทัลหน้าตาไม่เหมือนกันสักอัน
แยกจากเบราว์เซอร์ของคุณ ไม่ใช่ยืมของคุณ
จุดออกแบบที่สำคัญที่สุดคือ เบราว์เซอร์ตัวนี้ทำงานแยกจากเบราว์เซอร์ส่วนตัวโดยสิ้นเชิง Claude เข้าถึงแท็บที่คุณเปิดอยู่ บุ๊กมาร์ก หรือรหัสผ่านของคุณไม่ได้
ถ้าต้องล็อกอิน ผู้ใช้ต้องนำเข้าล็อกอินเอง ทีละเว็บ จาก Chrome, Edge หรือ Firefox ซึ่งเป็นการตัดสินใจโดยเจตนา ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคนิค และมี บัญชีดำโดยดีฟอลต์: เว็บธนาคาร อีเมล และเว็บที่ใช้ SSO ถูกกันออกไป เว้นแต่ผู้ใช้จะเพิ่มเข้ามาเองอย่างชัดแจ้ง
Anthropic แยกบทบาทของสองเครื่องมือไว้ชัด — Claude in Chrome (ที่เราเขียนถึงเมื่อ 13 ส.ค.) เหมาะกับหน้าเว็บที่คุณเปิดค้างอยู่แล้วและล็อกอินไว้แล้ว ส่วน เบราว์เซอร์ในตัว เหมาะกับงานที่ Claude ต้องออกไปทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ สลับได้ที่ Settings → Cowork → Preferred browser
ใครได้ใช้ และมีข้อจำกัดอะไร
- ทยอยปล่อย ภายในสัปดาห์นี้ ให้แผน Pro, Max และ Team บน macOS, Windows และ Linux โดย Windows กับ Linux ยังเป็น เบต้า
- ผู้ดูแลระบบของ Enterprise เปิดใช้ได้ทันทีจาก Organization settings
- ทำงานได้ เฉพาะตอนที่แอปเดสก์ท็อปเปิดอยู่และออนไลน์ เท่านั้น
- จากเว็บและมือถือ ช่องทางเข้าเว็บยังคงเป็น Claude in Chrome เหมือนเดิม
คำเตือนเรื่อง prompt injection ที่ต้องอ่านให้จบ
Anthropic ระบุตรง ๆ ว่ามีมาตรการป้องกัน prompt injection แต่ กำจัดให้หมดไม่ได้ และแนะนำให้ใช้กับเว็บที่เชื่อถือได้เท่านั้น
คำเตือนนี้ไม่ใช่ข้อความกฎหมายประดับ มันคือคำอธิบายภัยคุกคามที่แม่นยำ: เมื่อ agent มีทั้ง (ก) สิทธิ์ทำงานแทนคุณ (ข) คุกกี้ล็อกอินที่คุณนำเข้าไปเอง และ (ค) การอ่านเนื้อหาจากเว็บที่คุณไม่ได้ควบคุม — ข้อความบนหน้าเว็บนั้นก็กลายเป็นคำสั่งที่อาจถูกทำตามได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการกันเว็บธนาคาร อีเมล และ SSO ออกโดยดีฟอลต์ถึงเป็นการตัดสินใจที่ถูก และทำไมการ “เพิ่มเข้ามาเอง” ถึงควรเป็นเรื่องที่คิดสองรอบเสมอ
มุมมอง AI Curator
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวฟีเจอร์คือ โมเดลความปลอดภัยที่ Anthropic เลือก ทางที่ง่ายกว่าคือให้ agent ยืมเซสชันเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ — ทำได้เลย ล็อกอินครบ ไม่ต้องขออะไร แต่ Anthropic เลือกทางที่ฝืดกว่าคือให้ agent มีเซสชันของตัวเอง เริ่มจากศูนย์ และต้องขอสิทธิ์ทีละเว็บ ผลคือ ขอบเขตความเสียหายเท่ากับสิ่งที่ผู้ใช้อนุญาตไว้จริง ไม่ใช่ทุกอย่างที่ผู้ใช้เคยล็อกอิน ในโลกที่ทุกเจ้ากำลังแข่งกันปล่อย browser agent การยอมให้ประสบการณ์วันแรกฝืดขึ้นเพื่อจำกัด blast radius คือการแลกที่ถูกทาง และเป็นเกณฑ์ที่ควรใช้วัดคู่แข่งทุกรายหลังจากนี้
สำหรับบริบทไทย ฟีเจอร์นี้ตรงกับงานหลังบ้านที่มีอยู่จริงมากที่สุด — พอร์ทัลซัพพลายเออร์ ระบบยื่นเอกสารราชการ แดชบอร์ดที่ไม่มี API ล้วนเป็นงานที่ทีมบัญชีและแอดมินคีย์มือทุกเดือน แต่มีสองข้อที่ควรคาดหวังไว้ล่วงหน้า ข้อแรก พอร์ทัลไทยจำนวนไม่น้อยยังมี CAPTCHA, OTP ผ่าน SMS และ layout ที่พังเมื่อเปลี่ยนขนาดหน้าต่าง — agent ที่คลิกเก่งแค่ไหนก็ไม่ผ่าน OTP แทนคุณ ข้อสอง ระบบราชการและธนาคารไทยส่วนใหญ่วิ่งบน SSO ซึ่งอยู่ในรายการที่ถูกกันออกโดยดีฟอลต์พอดี
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ: ถ้าจะลอง ให้เริ่มจากงาน อ่านอย่างเดียว ก่อน เช่นให้ Claude ไล่ดึงตัวเลขจากแดชบอร์ดที่ไม่มี API มาสรุป แล้วค่อยขยับไปงานที่ต้องกรอกหรือกดส่งเมื่อคุณเห็นแล้วว่ามันอ่านหน้าเว็บภาษาไทยได้แม่นแค่ไหน และไม่ว่ากรณีใด อย่านำเข้าล็อกอินของระบบที่กดแล้วเงินออกหรือเอกสารถูกยื่นจริงในรอบทดลอง — ความสามารถในการ “ทำได้เอง” กับความพร้อมที่จะ “ปล่อยให้ทำเอง” ยังห่างกันอยู่หนึ่งก้าวเสมอ
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด ผลิตภัณฑ์
ChatGPT กับ Codex จะใช้โควตาโทเค็นก้อนเดียวตั้งแต่ธันวาคม นักพัฒนาสาย Plus ต้องคิดใหม่ ส่วนเครดิต API ฟรีใช้กับ Codex ไม่ได้
ตามหน้า support ที่ The Decoder อ้างถึง แผน Plus, Pro และ Business จะแชร์งบโทเค็นก้อนเดียวระหว่าง ChatGPT กับ Codex ตั้งแต่ธันวาคม โมเดล Instant ไม่นับโควตา ส่วนเครดิต API สูงสุด $500 ต่อเดือนที่เปิดเมื่อ 28 ต.ค. ไม่ครอบคลุม Codex และไม่เพิ่มโควตา
Google DeepMind เปิดตัว Genie 4 — world model แบบเรียลไทม์ตัวแรกที่สร้างเสียงเองได้ ตัวละครคุยโต้ตอบได้ สั่งเปลี่ยนโลกด้วยภาษาธรรมชาติ แต่ยังเป็น research preview และ Gemini API ยังเป็นแค่ 'เร็ว ๆ นี้'
Google DeepMind เปิดตัว Genie 4 เมื่อ 27 ต.ค. 2026 เป็น world model แบบเรียลไทม์ตัวแรกของบริษัทที่สร้างเสียงได้ในตัว (เสียงแวดล้อมและบทสนทนาของตัวละคร) และให้ผู้ใช้สั่งเปลี่ยนสภาพอากาศ มุมกล้อง หรือเพิ่มคนและวัตถุด้วยภาษาธรรมชาติ ตอนนี้เปิดให้ trusted tester เท่านั้น ส่วน Google AI Ultra ใน Project Genie และพาร์ตเนอร์ใน Gemini API/AI Studio ยังเป็น 'เร็ว ๆ นี้' ไม่มีตัวเลขความละเอียด ความยาวเซสชัน หรือราคา
Anthropic เปิด Claude Duet แอป agent ที่ทักเราก่อน — รันบน VM ของตัวเองด้วย Opus 5.5, เช็กแอปที่เชื่อมไว้ทุกไม่กี่ชั่วโมง, จ่ายเงินผ่าน Stripe Link ได้แต่ต้องกดอนุมัติ และเริ่มแค่ผู้ใช้ Pro/Max ในสหรัฐฯ แบบ waitlist
21 ต.ค. 2026 Anthropic เปิด research preview ของ Claude Duet แอปแยกบน iOS, Android และเว็บ ที่ทำงานเป็น agent เชิงรุก — ส่งสรุปทุกเช้า, ทำงานต่อบน VM ที่มีเบราว์เซอร์ของตัวเองแม้ปิดเครื่อง และต้องขออนุมัติก่อนส่งข้อความ จ่ายเงิน เซ็นเอกสาร หรือลบข้อมูล ใช้โควต้าเดียวกับแผน Pro/Max และตอนนี้เปิดเฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐฯ ผ่าน waitlist