ข้ามไปยังเนื้อหา
Open Yap 1K: บทสนทนา 1,000 ชั่วโมงแยกแทร็กซ้ายขวาบนไทม์ไลน์เดียว ใช้เชิงพาณิชย์ได้ฟรี — แต่ส่วนที่ดาวน์โหลดได้ทันทีมี 8.9 ชั่วโมง ที่เหลือต้องยื่นคำขอ
เครื่องมือนักพัฒนา

Open Yap 1K: บทสนทนา 1,000 ชั่วโมงแยกแทร็กซ้ายขวาบนไทม์ไลน์เดียว ใช้เชิงพาณิชย์ได้ฟรี — แต่ส่วนที่ดาวน์โหลดได้ทันทีมี 8.9 ชั่วโมง ที่เหลือต้องยื่นคำขอ

อ่าน 6 นาที ที่มา: The Agentic Data Company via Hugging Face Blog

คอขวดของโมเดลเสียงแบบ full-duplex — โมเดลที่ฟังและพูดพร้อมกันได้ ไม่ใช่ผลัดกันพูดทีละคน — ไม่ใช่สถาปัตยกรรม แต่คือข้อมูล ชุดข้อมูลบทสนทนาที่วงการใช้อ้างอิงกันมาสามทศวรรษอย่าง Fisher และ Switchboard ถูกบันทึกผ่านสายโทรศัพท์ที่ตัดความถี่ทิ้งเหลือราว 4 kHz และใช้วิธีจับ คนแปลกหน้า มาคุยกันตามหัวข้อที่กำหนด

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 บริษัท The Agentic Data Company ปล่อย Open Yap 1K บน Hugging Face — บทสนทนาภาษาอังกฤษ 1,602 รายการ รวม 1,000 ชั่วโมง บันทึกที่ 48 kHz แยกเป็นสองแทร็ก ต่อหนึ่งบทสนทนา บนไทม์ไลน์เดียวกัน และเก็บจาก คนที่รู้จักกันจริง โดยประกาศว่าใช้ได้ฟรีทั้งเชิงพาณิชย์และงานวิจัย

แต่ต้องอ่านโครงสร้างการเข้าถึงให้ครบก่อน เพราะคำว่า “ฟรี” ในประกาศนี้มีสองชั้น

สองชั้นของคำว่า “เปิด”

  • ตัวอย่างบน Hugging Face Hub — 8.9 ชั่วโมง 16 บทสนทนา 8 ผู้พูด ใต้ CC-BY-4.0 ดาวน์โหลดได้ทันที ฟังผ่าน dataset viewer ได้ (รีโป TheAgenticDataCompany/open-yap-1k สร้างเมื่อ 2 ก.ย. ตอนตรวจสอบมีดาวน์โหลด 430 ครั้งและไลก์ 41)
  • คลังเต็ม 1,000 ชั่วโมง — ต้องยื่นคำขอ แล้วรับสิทธิ์เป็นราย ๆ ภายใต้ Open Yap 1K Data Use Agreement ไม่ใช่ไลเซนส์เปิด

คือส่วนที่อยู่ใต้ไลเซนส์เปิดจริง ๆ คิดเป็นราว 0.89% ของคลัง ที่เหลือเป็นการให้สิทธิ์แบบมีเงื่อนไข ซึ่งบริษัทเขียนขั้นตอนไว้ตรงไปตรงมา: ยื่นคำขอโดยบอกว่าคุณเป็นใคร กำลังสร้างอะไร และจะใช้เสียงอย่างไร → ทีมงานอ่านทุกคำขอและตอบภายในไม่กี่ชั่วโมง → ผู้ที่ได้รับอนุมัติได้บัญชีพอร์ทัลหรือส่งเข้า S3 bucket ของตัวเอง

สิ่งที่ทำได้ตามข้อตกลง: ใช้เชิงพาณิชย์รวมถึงในสินค้าที่คุณขาย, งานวิจัยทั้งที่ตีพิมพ์และภายใน, เทรน/ไฟน์จูน/ประเมินโมเดล และ นำสิ่งที่เทรนไปดีพลอยได้

สิ่งที่ห้าม: แจกจ่ายซ้ำ แชร์ต่อ ให้ไลเซนส์ช่วง หรือขายต่อชุดข้อมูล; พยายามระบุตัวผู้พูดหรือเชื่อมโยงการบันทึกกับข้อมูลภายนอก; และ สร้าง voice clone หรืองานสังเคราะห์ที่ระบุได้ว่าเป็นผู้พูดคนใดในคลัง

ข้อสุดท้ายมีน้ำหนักจริง เพราะหนึ่งใน use case ที่บริษัทโฆษณาเองคือ expressive TTS — คุณเทรน TTS ด้วยข้อมูลนี้ได้ แต่เสียงที่ออกมาต้องไม่ฟังแล้วรู้ว่าเป็นใครในคลัง เป็นเส้นที่ทีมกฎหมายควรอ่านก่อนทีมวิศวกรรมจะเริ่มเทรน

จุดที่ต่างจริง: จับคนที่รู้จักกันมาคุย ไม่ใช่คนแปลกหน้า

วิธีเก็บข้อมูลคือบริษัททำ แอปคล้าย WhatsApp ให้คนใช้แทนการโทรปกติ ชวนคนที่ตัวเองรู้จักมาคุย แล้วบันทึกทั้งสองฝั่งเป็นแทร็กแยก เหตุผลที่บริษัทให้ไว้คมมาก: คนที่เพิ่งเจอกันหกสิบวินาทีก่อนจะสุภาพต่อกัน ผลัดกันพูดเป็นระเบียบ รอให้อีกฝ่ายพูดจบ แทบไม่แทรก — และโมเดล full-duplex ที่เทรนจากข้อมูลแบบนั้น “จะเรียนนโยบายการผลัดตาที่ผู้ใช้จริงละเมิดภายในนาทีแรก”

สัดส่วนความสัมพันธ์ที่ได้จึงเป็น: เพื่อน 70.9%, เพื่อนร่วมงาน 10.8%, คู่รัก 9.8%, ครอบครัว 8.5% ความยาวบทสนทนาเฉลี่ย 37.5 นาที มัธยฐาน 30 นาที และมีหางยาวเกิน 100 นาที

เพราะสองแทร็กอยู่บนไทม์ไลน์เดียวกัน พลวัตของบทสนทนาจึง วัดได้ตรง ๆ ไม่ต้องอนุมานจากการ diarize เสียงที่ผสมกันแล้ว ตัวเลขทั้งคลัง (p5 / p50 / p95):

ตัวชี้วัดp5p50p95
ช่องว่างระหว่างตา (ms)2805801,120
การพูดทับ (% ของเวลาที่มีเสียง)2.88.320.9
จำนวนตาต่อนาที5.311.920.0
สัดส่วนการครองบทสนทนา0.270.560.81
อัตราการพูด (คำ/นาที)156186218
แบนด์วิดท์ที่ใช้ได้จริง (kHz)6.911.622.3

บริษัทเน้นว่า หางสำคัญกว่าค่ากลาง — บทสนทนาที่เกิน 20 ตาต่อนาทีและมีเสียงทับกัน 20% ของเวลาคือเคสที่ระบบ full-duplex จะพังก่อน และมันอยู่ในการแจกแจงนี้ ไม่ได้ถูกกรองทิ้ง ส่วนสัดส่วนการครองบทสนทนากระจายตั้งแต่ 0.16 ถึง 0.87 คือมีทั้งคู่ที่สลับกันเท่า ๆ และคู่ที่คนหนึ่งเล่าเรื่องยาวโดยอีกคนแค่ตอบรับ — ทั้งสองแบบใช้ได้ และไม่มีแบบไหนรอดจากโปรโตคอลที่บังคับให้ผลัดกันพูดเท่า ๆ กัน

ในตารางเทียบกับชุดข้อมูลอื่น Fisher English (2004) ยังใหญ่กว่าที่ 1,959 ชั่วโมง แต่เป็นของเสียเงิน อายุ 22 ปี และจำกัดที่ย่านโทรศัพท์ ในกลุ่ม wideband ที่ใช้เชิงพาณิชย์ได้ Open Yap 1K ใหญ่กว่าอันดับถัดไป (otoSpeech full-duplex, 280 ชั่วโมง) ราว 3.5 เท่า

สิ่งที่ควรอ่านก่อนตัดสินใจดาวน์โหลด

บริษัทเปิดเผยข้อจำกัดของตัวเองไว้ครบผิดปกติ และสี่ข้อนี้กระทบการใช้งานจริง

หนึ่ง — ทรานสคริปต์ยังไม่ผ่านมนุษย์ เป็นผลจาก Deepgram Nova-3 ระดับคำ และบริษัทเขียนเองว่า “ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบโดยมนุษย์” ใครเทรน ASR หรือใช้ทรานสคริปต์เป็นเป้าหมาย จะรับการแจกแจงความผิดพลาดของ Nova-3 ติดมาด้วย

สอง — ตัวอย่างบน Hub ไม่ใช่ตัวแทนของคลัง บริษัทระบุเองว่ามันถูก คัดด้วยมือ ไม่ใช่สุ่ม ดังนั้น “ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการแจกแจงของมันที่สรุปไปถึงคลังได้” และ 8 ใน 32 แทร็กของตัวอย่างไม่มีพลังงานเหนือ 8 kHz เลย เพราะเป็นหูฟังบลูทูธ ทั้งที่ไฟล์ยังเป็นคอนเทนเนอร์ 48 kHz — ต้องอ่านฟิลด์ effective_bandwidth_hz ต่อแทร็กก่อนจะเชื่อว่าได้ wideband จริง

สาม — ผู้พูดมีแค่ 239 คน สำหรับ 1,000 ชั่วโมง เฉลี่ยราว 4.2 ชั่วโมงต่อคน โดยผู้บริจาคเสียงรายใหญ่สุดคิดเป็น 1.8% ของคลัง และสิบอันดับแรกรวมกัน 17.9% นี่คือราคาที่ต้องจ่ายของการออกแบบแบบ “จับคู่กันเอง”: ได้ความเป็นธรรมชาติ แต่ได้ความหลากหลายของผู้พูดต่อชั่วโมงน้อยกว่าการจับคู่คนแปลกหน้า

สี่ — องค์ประกอบทางประชากรกระจุกที่โลกที่พูดอังกฤษ เจ้าของภาษาอังกฤษ 88.7% ประเทศที่โตมา: สหรัฐฯ 52.7%, แอฟริกาใต้ 10.5%, แคนาดา 7.5%, สหราชอาณาจักร 4.2% เพศแบ่งครึ่งพอดี อายุกระจายตั้งแต่ต่ำกว่า 25 ปี (23.0%) ถึง 55+ (6.7%) ทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ผู้พูดกรอกเองตอนสมัคร ไม่ได้อนุมานจากเสียง

ด้านคุณภาพ บริษัทรายงานผลตรวจของคลังที่ส่งมอบไว้เป็นตัวเลข: แทร็กคู่ที่แชร์จุดยึดไทม์ไลน์เดียวกัน 100%, บทสนทนาที่มีทรานสคริปต์ระดับคำครบทั้งสองฝั่ง 100%, แทร็กที่เสียงรบกวนไม่รบกวน (BAK มัธยฐาน ≥ 3.0 ตาม P.835) 100%, แทร็กที่ไม่มีตัวอย่างคลิป 98.38% และแทร็กที่แบนด์วิดท์เกินย่านโทรศัพท์ (≥ 6.0 kHz) 96.44% ส่วนเรื่องความยินยอม ทุกไฟล์บันทึกบนแพลตฟอร์มของบริษัทเอง ไม่มีการสเครปหรือนำของจากที่อื่นมาใช้ซ้ำ ผู้พูดสมัคร ให้ความยินยอมชัดเจนก่อนบันทึกครั้งแรก และ ได้รับค่าตอบแทน

มุมมอง AI Curator

ผมให้เครดิตประกาศนี้สูงในเรื่องความซื่อสัตย์ของเอกสาร — มันบอกจุดอ่อนของตัวเอง (ตัวอย่างคัดมือ, บลูทูธในตัวอย่าง, ทรานสคริปต์ไม่ผ่านคน, ผู้พูดกระจุก) ก่อนที่ผู้ใช้จะไปเจอเอง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ประกาศชุดข้อมูลส่วนใหญ่ทำไม่ถึง และบริษัทก็ไม่ปิดบังว่าตัวเองขายอะไร: “เราสร้างชุดข้อมูลเสียงร่วมกับห้องแล็บแนวหน้า 1,000 ชั่วโมงนี้เป็นส่วนหนึ่งของคลังที่ให้ไลเซนส์ที่ใหญ่กว่า” พร้อมลิงก์ชวนคุยเรื่องไลเซนส์คลังเต็ม — คือการปล่อยของฟรีนี้เป็นช่องทางการขายด้วย และเขาเขียนไว้เอง

แต่ผมคิดว่าคำว่า “open” ในชื่อควรถูกอ่านอย่างระวัง ชุดข้อมูลที่ต้องยื่นคำขอและได้รับอนุมัติเป็นราย ๆ ภายใต้ข้อตกลงที่ห้ามแจกจ่ายซ้ำ ไม่ใช่ open data ในความหมายเดียวกับ CC-BY มันคือ “ฟรีและใช้เชิงพาณิชย์ได้” ซึ่งดีมากและมีค่ามาก แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ความต่างจะสำคัญทันทีเมื่อคุณอยากทำงานให้ทำซ้ำได้ — คุณเผยแพร่ชุดข้อมูลที่ใช้เทรนพร้อมเปเปอร์ไม่ได้ ผู้ตรวจต้องไปขอเอง และประตูนั้นอยู่ในมือบริษัทเดียว

สำหรับคนไทยที่ทำ voice agent นี่คือทั้งของขวัญและใบเสร็จ

ของขวัญ: ถ้าคุณกำลังสร้างเอเจนต์เสียงภาษาอังกฤษ — คอลเซ็นเตอร์ที่ให้บริการลูกค้าต่างชาติ, ผู้ช่วยเสียงในสินค้าที่ขายนอกประเทศ — ตัวเลขในคลังนี้คือ สเปกที่คุณควรออกแบบระบบให้รับได้: ช่องว่างระหว่างตามัธยฐาน 580 ms และ p5 ที่ 280 ms หมายความว่าไปป์ไลน์ VAD → ASR → LLM → TTS ที่มี latency รวมเกินครึ่งวินาทีจะรู้สึกช้ากว่ามนุษย์ทันทีในครึ่งหนึ่งของตา และเสียงทับกัน 20.9% ที่ p95 คือเหตุผลที่ระบบผลัดตาแบบเดิมพังในบทสนทนาจริง — ตัวเลขพวกนี้เอาไปตั้งเป็นเกณฑ์ทดสอบได้เลยแม้จะไม่ดาวน์โหลดคลัง

ใบเสร็จ: ในคลังนี้ ไม่มีภาษาไทยแม้แต่ชั่วโมงเดียว และไม่มีอะไรใกล้เคียงในภูมิภาค ทีมที่อยากได้เอเจนต์เสียงภาษาไทยที่รับมือกับการแทรก การพูดทับ และ backchannel แบบ “ครับ/ค่ะ/อืม” ที่คนไทยใส่ถี่กว่าภาษาอังกฤษมาก ยังต้องเก็บข้อมูลเอง

ข่าวดีคือ สูตรที่บริษัทนี้ใช้เป็นสูตรที่ทำซ้ำได้ด้วยงบระดับมหาวิทยาลัย — ไม่ต้องมีห้องอัด ไม่ต้องจ้างนักแสดง แค่แอปโทรศัพท์ที่บันทึกสองแทร็กแยกกัน คนที่รู้จักกันจริง ความยินยอมชัดเจน และค่าตอบแทน โจทย์เพิ่มเติมสำหรับภาษาไทยมีสองข้อที่ต้องแก้ตั้งแต่ต้น: ภาษาไทยไม่เว้นวรรค ทำให้ทรานสคริปต์ “ระดับคำ” ต้องผ่านการตัดคำก่อน ซึ่งเป็นชั้นที่มีความผิดพลาดเพิ่มมาเอง และ การสลับภาษาไทย-อังกฤษกลางประโยค เป็นเรื่องปกติในบทสนทนาไทยจริงจนต้องออกแบบไปป์ไลน์ให้รองรับตั้งแต่แรก ไม่ใช่มาแก้ทีหลัง

ส่วนเรื่องความยินยอม ผมคิดว่าชิ้นนี้เป็นแบบอย่างที่ตรงกับ PDPA พอดี: บันทึกบนแพลตฟอร์มของตัวเอง ยินยอมก่อนบันทึกครั้งแรก ข้อมูลประชากรมาจากการกรอกเอง ไม่ใช่การอนุมานจากเสียง ตัวระบุผู้พูดเป็นนามแฝง และคัดข้อมูลที่มี PII ออกก่อนส่งมอบ ใครกำลังจะทำคลังเสียงภาษาไทย ลอกโครงนี้ไปใช้ได้เลย — มันแพงกว่าการไปสเครป YouTube มาก แต่เป็นวิธีเดียวที่ผลลัพธ์เอาไปขายได้จริงโดยไม่ต้องลุ้น

แหล่งข่าว

บทความนี้เรียบเรียงจากแหล่งข่าวต้นทาง — The Agentic Data Company via Hugging Face Blog

เนื้อหาบน blog นี้สร้างโดย AI โดยมีการกำกับบรรณาธิการจากมนุษย์

อ่านเพิ่มในหมวด เครื่องมือนักพัฒนา

Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ
เครื่องมือนักพัฒนา

Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ

Betelgeuse ฟอร์ก llama.cpp ที่เปิดเมื่อ 31 ต.ค. ดึง expert จาก NVMe เข้า VRAM ตามต้องการ อ้าง 22 tok/s แบบไม่ทิ้ง expert แต่ README เตือนเองว่ายังทดลองและตัวเลขมาจากคนละรอบ วันเดียวกันผู้พัฒนา Basalt เผยผลวัดว่าแฟล็กเร่งความเร็วทำคุณภาพ Q8 ตกไปใกล้ Q2

· อ่าน 5 นาที
กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง
เครื่องมือนักพัฒนา

กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง

ต่อจากที่เราพบกฎนี้ในไบนารี Claude Code ผู้ใช้เริ่มรายงานว่างานเชิงพาณิชย์ถูกปฏิเสธ และ Tom's Hardware กับ Mashable หยิบไปรายงาน แต่เมื่อไล่ issue ที่อ้างถึง พบว่าหลายรายการเกิดก่อนกฎจะมา จึงน่าจะเป็นตัวกรองด้านไซเบอร์ ส่วน Anthropic ยังไม่ชี้แจง

· อ่าน 4 นาที
Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้
เครื่องมือนักพัฒนา

Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้

รายงานอิสระพบว่าฟีเจอร์ agent_summary ของ Claude Code ส่ง transcript เต็มของ background agent ไปถามสถานะทุก ~30 วินาที คิดเป็น 16.4% ของค่าใช้จ่ายในระบบของผู้วัด Issue เปิดมาตั้งแต่ ส.ค. ยังไม่มีสวิตช์ปิดที่รองรับ เราตรวจพบโค้ดนี้ใน 2.1.314 และพบกฎใหม่เรื่องเกมที่ไม่อยู่ใน changelog

· อ่าน 4 นาที