Google เปิดซอร์ส Artemis เอเจนต์คุมมือถือ Android ที่อ้าง 99% บน AndroidWorld — แต่ commit แรกยังมีเวอร์ชันและชื่อผู้เขียนของ mobile-use จาก Minitap ติดมา
Artemis คือเอเจนต์ที่แปลงคำสั่งภาษาธรรมชาติเป็นการควบคุมมือถือ Android แบบอัตโนมัติ เปิดซอร์สใต้ org google บน GitHub เมื่อ 13 ส.ค. 2026 คำอธิบาย repo ระบุว่าสร้างโดยทีม Pixel-Test-Engineering (PTE) Fusion ของ Google, ใช้ร่วมกับ Antigravity, Codex และ Claude Code ได้ และอ้างผล 99%+ บน AndroidWorld จนมีดาวราว 2,600 ดวงในเดือนเดียว
เมื่อ 11 ก.ย. Nicolas Dehandschoewercker ซีอีโอของสตาร์ตอัปฝรั่งเศส Minitap เขียนบล็อกและเปิด issue #40 ว่า Artemis รวมโค้ดจาก mobile-use โปรเจกต์โอเพนซอร์ส Apache-2.0 ของบริษัท (ดาวราว 2,800) โดยไม่มีการให้เครดิตใด ๆ เราไล่ตรวจใน git ของทั้งสอง repo เอง — หลักฐานหลักตรวจสอบได้จริง และการตอบสนองของฝั่ง Artemis ในช่วง 4 ชั่วโมงหลังจากนั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
หลักฐานใน git: commit แรก กับ commit ที่มาแทนใน 10 นาที
commit แรกของ Artemis (13 ส.ค. 18:36 UTC, 229 ไฟล์) มี pyproject.toml ที่หัวไฟล์เขียนว่า “Copyright 2026 Google LLC” แต่ข้างในระบุ version = "3.6.3" และ authors เป็น Pierre-Louis Favreau, Jean-Pierre Lo และ Nicolas Dehandschoewercker — สามชื่อเดียวกับใน pyproject.toml ของ mobile-use ซึ่งมี tag v3.6.3 ลงวันที่ 19 มี.ค. 2026 อยู่จริง
10 นาทีต่อมา (18:46 UTC) มี commit ข้อความเดียวกันมาแทน โดยรายชื่อผู้เขียนถูกเปลี่ยนเป็นบัญชีผู้ร่วมพัฒนาเพียงบัญชีเดียว issue ของ Minitap ระบุว่าอีก 228 ไฟล์ไม่เปลี่ยน โค้ดที่ซ้ำกันครอบคลุม ADB tunnel, planner helper, ยูทิลิตีล็อกแอป, พรอมต์ของเอเจนต์ และตัวอย่าง SDK — เราตรวจแล้วว่าไฟล์อย่าง agents/hopper/hopper.md, hopper.py, clients/adb_tunnel.py และ sdk/examples/app_lock_messaging.py มีอยู่ในทั้งสอง repo ในโครงสร้างเดียวกัน บางไฟล์ใน Artemis ยังมี docstring ที่พูดถึง “Mobile use context” ค้างอยู่
สาม commit ในสี่ชั่วโมง
- 11 ก.ย. 17:21 UTC — Minitap เปิด issue #40 ขอให้ใส่เครดิตใน README, คืน copyright/attribution notice ของต้นทาง และให้เครดิตผู้เขียนเดิม
- 23:19 UTC — commit
54fcef9เพิ่มไฟล์ NOTICE ที่ให้เครดิตสองโปรเจกต์: mobile-use (Minitap) และ finalrun-agent (FinalRun) พร้อม header ใน 17 ไฟล์ — แต่ใน commit เดียวกันก็ เปลี่ยนชื่อ agenthopperเป็นentity_extractor, ลบadb_tunnel.pyกับapp_lock_messaging.pyและแทนตัวอย่างเดิมด้วยของใหม่ ซึ่งก็คือไฟล์ที่เป็นหลักฐานชัดที่สุดนั่นเอง - 12 ก.ย. 02:32 UTC — maintainer อีกคน revert ทั้ง commit พร้อมเหตุผลว่า “อย่าส่งเอกสารกับโค้ดที่ไม่เกี่ยวกันใน commit เดียว”
- 02:59 UTC — commit
371aa6d“complete README and relevant file headers per Apache 2.0 requirements” เพิ่ม บรรทัดเดียวท้าย README ว่าโปรเจกต์นี้มีโค้ดที่พัฒนาโดย Minitap, Inc. และ header ราว 21 ไฟล์ว่า “Portions of this file are derived from mobile-use … Copyright 2025-2026 Minitap, Inc.”
ณ ตอนที่เขียน Artemis ไม่มีไฟล์ NOTICE เครดิต finalrun-agent ที่ NOTICE ฉบับที่ถูก revert เคยระบุไว้ ไม่ปรากฏที่ไหนเลย และ issue #40 ยังเปิดอยู่ ผู้แสดงความเห็นในเธรดมองว่าบรรทัดเดียวท้าย README ไม่เพียงพอ
Apache-2.0 ขออะไร และกราฟ benchmark ที่หายไปหนึ่งแถว
Apache-2.0 มาตรา 4 ไม่ได้ห้ามเอาโค้ดไปใช้ต่อ แต่มีเงื่อนไข: ไฟล์ที่แก้ต้องมีข้อความชัดเจนว่าถูกแก้, ต้องคง copyright และ attribution notice ทั้งหมดจากต้นทาง และ ถ้าต้นทางมีไฟล์ NOTICE งานที่ดัดแปลงต้องมีสำเนาข้อความ attribution นั้นไปด้วย (ในไฟล์ NOTICE, ในซอร์สหรือเอกสาร หรือบนหน้าจอของโปรแกรม) mobile-use มีไฟล์ NOTICE ตั้งแต่ 15 ม.ค. 2026 ตอนเปลี่ยนจาก MIT เป็น Apache-2.0 จึงรวมอยู่ในเวอร์ชัน 3.6.3 ที่ Artemis ใช้ตั้งต้นด้วย บรรทัดใหม่ใน README ใกล้เคียงกับข้อความใน NOTICE นั้น ส่วนการ “ขอเครดิตแบบเด่นชัด” ที่ Minitap เขียนเพิ่มไว้ใน NOTICE เป็นแค่คำขอ ไม่ใช่เงื่อนไขทางกฎหมาย
อีกประเด็นที่ Minitap หยิบขึ้นมาคือกราฟ AndroidWorld ใน README ของ Artemis ที่วาง Artemis อันดับ 1 ที่ 99.1% ตามด้วย FinalRun 97.4% ที่อันดับ 2 — กราฟข้ามอันดับ 3 และ 5 ไป และไม่มี mobile-use ของ Minitap ซึ่งบริษัทอ้างว่าทำได้ 100% (มีแถวชื่อ “MobileUse” ที่อันดับ 25 ด้วย 62.9% แต่ไม่ชัดว่าเป็นโปรเจกต์เดียวกัน) แปลว่าสองโปรเจกต์ที่ NOTICE ฉบับที่ถูก revert ยอมรับว่ายกโค้ดมา มีตัวหนึ่งอยู่ในกราฟในฐานะคู่แข่งที่แพ้ อีกตัวไม่อยู่ในกราฟเลย ขณะที่ป้าย “SOTA” ของ Artemis ขึ้นอยู่กับการที่ mobile-use ไม่ถูกนับ
มุมมอง AI Curator
เรื่องนี้ไม่ใช่ “Google ขโมยโค้ด” ในความหมายที่พาดหัวบน HN ชวนให้คิด เพราะ Apache-2.0 อนุญาตให้เอาไปใช้ได้อยู่แล้ว สิ่งที่ผิดคือ การลบร่องรอยที่มา และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดในไทม์ไลน์ไม่ใช่ commit แรก แต่คือ commit ที่ “เพิ่ม NOTICE” พร้อมกับเปลี่ยนชื่อและลบไฟล์ที่เป็นหลักฐานไปในจังหวะเดียวกัน ในยุคที่เอเจนต์เขียนโค้ดสามารถ refactor ทั้ง repo ให้หน้าตาต่างไปได้ภายในบ่ายเดียว ต้นทุนของการฟอกที่มาของโค้ดแทบเป็นศูนย์ เครดิตจึงเหลือเป็นสกุลเงินเดียวที่คนทำโอเพนซอร์สได้รับ และการเอาเครดิตนั้นไปพร้อมกับตำแหน่ง #1 บนกราฟที่ตัดต้นทางออก ทำร้ายมากกว่าตัวโค้ดเสียอีก
ที่ Minitap พิสูจน์ได้ก็เพราะมีหลักฐานที่ลบไม่ได้ครบ: tag v3.6.3 ที่มีวันที่, ชื่อผู้เขียนใน metadata และไฟล์ NOTICE ที่ประกาศไว้ล่วงหน้า ทีมไทยที่ปล่อยเครื่องมือเอเจนต์เป็นโอเพนซอร์สควรทำแบบเดียวกัน — ใส่ NOTICE, tag release สม่ำเสมอ และใส่ชื่อผู้เขียนใน metadata — เพราะวันที่มีคนเอาไปใช้โดยไม่ให้เครดิต สิ่งเหล่านี้คือสิ่งเดียวที่ใช้ยืนยันได้ ส่วนฝั่งที่ fork โค้ดคนอื่นมาทำต่อ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือทีมภายใน กฎง่าย ๆ คือ ห้ามแตะ NOTICE และ metadata ผู้เขียนของต้นทาง และแยกงานเครดิตออกจากงาน refactor ให้ชัด ซึ่งประชดดีที่เป็นเหตุผลเดียวกับที่ maintainer ของ Artemis ใช้ revert
สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ Google จะคืนไฟล์ NOTICE และเครดิต FinalRun หรือไม่ และจะแก้กราฟ AndroidWorld ให้รวม mobile-use หรือเปล่า เพราะสำหรับเครื่องมือที่ขายตัวเองด้วยตัวเลข SOTA ความน่าเชื่อถือของตัวเลขกับความน่าเชื่อถือของที่มาของโค้ดคือเรื่องเดียวกัน
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด เครื่องมือนักพัฒนา
Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ
Betelgeuse ฟอร์ก llama.cpp ที่เปิดเมื่อ 31 ต.ค. ดึง expert จาก NVMe เข้า VRAM ตามต้องการ อ้าง 22 tok/s แบบไม่ทิ้ง expert แต่ README เตือนเองว่ายังทดลองและตัวเลขมาจากคนละรอบ วันเดียวกันผู้พัฒนา Basalt เผยผลวัดว่าแฟล็กเร่งความเร็วทำคุณภาพ Q8 ตกไปใกล้ Q2
กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง
ต่อจากที่เราพบกฎนี้ในไบนารี Claude Code ผู้ใช้เริ่มรายงานว่างานเชิงพาณิชย์ถูกปฏิเสธ และ Tom's Hardware กับ Mashable หยิบไปรายงาน แต่เมื่อไล่ issue ที่อ้างถึง พบว่าหลายรายการเกิดก่อนกฎจะมา จึงน่าจะเป็นตัวกรองด้านไซเบอร์ ส่วน Anthropic ยังไม่ชี้แจง
Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้
รายงานอิสระพบว่าฟีเจอร์ agent_summary ของ Claude Code ส่ง transcript เต็มของ background agent ไปถามสถานะทุก ~30 วินาที คิดเป็น 16.4% ของค่าใช้จ่ายในระบบของผู้วัด Issue เปิดมาตั้งแต่ ส.ค. ยังไม่มีสวิตช์ปิดที่รองรับ เราตรวจพบโค้ดนี้ใน 2.1.314 และพบกฎใหม่เรื่องเกมที่ไม่อยู่ใน changelog