ผู้ใช้เจอโมเดล "azure/muse-special" ใน log ของ Muse ร่องรอยชี้ว่าเป็น OpenAI ผ่าน Azure — ในตัว daemon ยังมี client ของ Claude, GPT-5.6 และ Kimi K3 พร้อมใช้ Meta จึงสลับโมเดลฝั่งเซิร์ฟเวอร์ได้โดยผู้ใช้ไม่รู้
สัปดาห์นี้ Muse เอเจนต์ส่วนตัวของ Meta เป็นข่าวหลายรอบ ทั้งเรื่อง Amazon บล็อก และ 0-day บน Mac กับการขอไฟล์ระบบ 6.8 GB ล่าสุด Peter James จาก mouse.dev ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ขอไฟล์ระบบของ Muse ออกมาได้ในตอนแรก เผยแพร่ภาคสองเมื่อ 25 ก.ย. 2026 ตั้งคำถามว่า “Is Meta’s Muse secretly running an OpenAI model?”
คำตอบสั้น ๆ คือ มีหลักฐานว่าระบบพร้อมจะส่งงานไปโมเดลของบริษัทอื่น และพบการใช้งานจริงหนึ่ง session แต่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นโมเดลอะไร ถูกเลือกด้วยเหตุผลอะไร และเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน
สิ่งที่พบใน log
- Muse บันทึกว่า session ของ agent แต่ละตัวใช้โมเดลอะไร ใน VM ของผู้เขียน เกือบทุก session ใช้ Avocado ซึ่งเป็นโมเดลภายในของ Meta ยกเว้น subagent หนึ่งตัวเมื่อ 21 ก.ย. ที่ใช้โมเดลชื่อ
azure/muse-special - ในโค้ดมีข้อความ “GPT Responses model client via MAGI native Azure OpenAI lane” และใน catalog ชื่อ
azure/muse-specialอยู่ติดกับazure/gpt-5.6-sol - transcript ของ session นั้นมี signature ที่ติดแท็ก
gpt_responses_v1พร้อม payload เข้ารหัสที่ขึ้นต้นด้วยgAAAAAซึ่งเป็นรูปแบบที่ OpenAI ใช้ ส่วน tool call ID เป็นcall_ตามด้วยตัวอักษรผสมพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ 24 ตัว ต่างจาก session ของ Avocado ที่ใช้call_ตามด้วยเลขฐานสิบหก 32 ตัว
ผู้เขียนสรุปแบบระวังว่า “My best guess is that muse-special is an OpenAI model served through Azure.” และยอมรับว่าไฟล์ไม่ได้บอกว่าเป็น GPT รุ่นไหน หรือทำไม subagent ถึงเลือกใช้
catalog ใน daemon มีโมเดลของหลายค่าย
daemon ที่ติดมากับ Muse มี model ID ของ Avocado ราว 15 เวอร์ชัน และยังมี Claude Opus 4.6/4.7/4.8, Sonnet 4.6, Haiku 4.5, GPT-5.5 และ GPT-5.6 ผ่าน OpenAI, Azure และ Codex รวมถึง Kimi K3 ผ่าน Fireworks และเส้นทางที่ Meta โฮสต์เอง ฝั่ง Anthropic ไม่ได้มีแค่ชื่อโมเดล แต่มีโค้ด client ครบ เช่น anthropic/request_flow.rs, convert_prompt.rs และ parse_sse_stream.rs มีไฟล์ API key ของผู้ให้บริการที่จำกัดสิทธิ์ให้เฉพาะ service inference-proxy และมีตัวแปร JARVIS_ANTHROPIC_BASE_URL_REVPROXY_OVERRIDE=0 ที่ comment ในโค้ดเรียกว่า kill switch
ผู้เขียนย้ำเองว่า การมี ID อยู่ใน catalog ไม่ได้แปลว่าถูกใช้งานจริง ในเครื่องของเขาพบการใช้งานจริงเพียง session เดียว
Meta นำไปเทรนต่อได้หรือไม่
ผู้เขียนตอบว่าไม่น่าใช่ reasoning ดิบของ muse-special ถูกเข้ารหัสและส่งกลับไป Azure ในรอบถัดไป และในไบนารีระบุชัดว่า reasoning ที่เข้ารหัสใช้กับ RL completion-server override ไม่ได้ Meta จึงเห็นเพียงคำตอบ tool call และ reasoning summary แบบสั้น ส่วน session ของ Avocado ต่างออกไป เพราะข้อความ reasoning ถูกเขียนลง transcript ตรง ๆ และนำไปใช้ใน RL ได้ ซึ่งสอดคล้องกับประกาศความเป็นส่วนตัวที่ว่าบทสนทนาอาจถูกใช้พัฒนา AI ของ Meta ถ้าผู้ใช้ไม่ opt out ส่วน Meta ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการในบทความนี้ มีเพียงข้อมูลว่าทีม Muse ติดต่อผู้เขียนหลังบทความแรกเผยแพร่
มุมมอง AI Curator
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องอื้อฉาว การใช้หลายโมเดลเป็นเรื่องปกติของ agent ยุคนี้ Cursor, Perplexity และเครื่องมืออื่นอีกมากก็ใช้โมเดลจากหลายค่าย แต่บอกผู้ใช้ชัดว่ากำลังใช้โมเดลอะไร ประเด็นจริงคือ ความโปร่งใสต่อผู้ใช้ Muse ถูกขายในฐานะเอเจนต์ของ Meta ที่ทำงานบน Secure VM แต่ถ้า subagent ส่งงานไปโมเดลบน Azure ได้ ข้อมูลของงานนั้นก็ออกจากโครงสร้างพื้นฐานของ Meta ไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขของผู้ให้บริการอีกราย ผู้ใช้ควรได้รู้ว่างานไหนถูกส่งไปที่ใด
สำหรับองค์กรไทยที่พิจารณาใช้เอเจนต์แบบนี้กับข้อมูลลูกค้า คำถามเรื่อง PDPA ต้องครอบคลุมถึง ห่วงโซ่ของผู้ประมวลผลข้อมูลทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะผู้ขายรายแรก การ “สลับโมเดลฝั่งเซิร์ฟเวอร์” หมายความว่าผู้ประมวลผลอาจเปลี่ยนได้ทุกวันโดยไม่มีการแจ้ง สัญญากับผู้ขายควรกำหนดให้เปิดเผยรายชื่อ sub-processor และแจ้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
สำหรับนักพัฒนา นี่เป็นเคสตัวอย่างว่า โค้ดฝั่ง client เปิดเผยสถาปัตยกรรมได้มากแค่ไหน รูปแบบ tool call ID, signature และชื่อ endpoint พอให้คนภายนอกระบุผู้ให้บริการเบื้องหลังได้ ถ้าคุณสร้าง agent ที่ใช้หลายโมเดล ให้ถือว่าผู้ใช้ที่ตั้งใจจริงจะรู้ได้ว่าคุณใช้โมเดลอะไร และเปิดเผยเองก่อนจะดีกว่า ส่วนหลักฐานในบทความนี้ยังเป็นการอนุมานจากเครื่องเดียว ควรรอดูคำชี้แจงจาก Meta ก่อนสรุปว่าเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด ผลิตภัณฑ์
ChatGPT กับ Codex จะใช้โควตาโทเค็นก้อนเดียวตั้งแต่ธันวาคม นักพัฒนาสาย Plus ต้องคิดใหม่ ส่วนเครดิต API ฟรีใช้กับ Codex ไม่ได้
ตามหน้า support ที่ The Decoder อ้างถึง แผน Plus, Pro และ Business จะแชร์งบโทเค็นก้อนเดียวระหว่าง ChatGPT กับ Codex ตั้งแต่ธันวาคม โมเดล Instant ไม่นับโควตา ส่วนเครดิต API สูงสุด $500 ต่อเดือนที่เปิดเมื่อ 28 ต.ค. ไม่ครอบคลุม Codex และไม่เพิ่มโควตา
Google DeepMind เปิดตัว Genie 4 — world model แบบเรียลไทม์ตัวแรกที่สร้างเสียงเองได้ ตัวละครคุยโต้ตอบได้ สั่งเปลี่ยนโลกด้วยภาษาธรรมชาติ แต่ยังเป็น research preview และ Gemini API ยังเป็นแค่ 'เร็ว ๆ นี้'
Google DeepMind เปิดตัว Genie 4 เมื่อ 27 ต.ค. 2026 เป็น world model แบบเรียลไทม์ตัวแรกของบริษัทที่สร้างเสียงได้ในตัว (เสียงแวดล้อมและบทสนทนาของตัวละคร) และให้ผู้ใช้สั่งเปลี่ยนสภาพอากาศ มุมกล้อง หรือเพิ่มคนและวัตถุด้วยภาษาธรรมชาติ ตอนนี้เปิดให้ trusted tester เท่านั้น ส่วน Google AI Ultra ใน Project Genie และพาร์ตเนอร์ใน Gemini API/AI Studio ยังเป็น 'เร็ว ๆ นี้' ไม่มีตัวเลขความละเอียด ความยาวเซสชัน หรือราคา
Anthropic เปิด Claude Duet แอป agent ที่ทักเราก่อน — รันบน VM ของตัวเองด้วย Opus 5.5, เช็กแอปที่เชื่อมไว้ทุกไม่กี่ชั่วโมง, จ่ายเงินผ่าน Stripe Link ได้แต่ต้องกดอนุมัติ และเริ่มแค่ผู้ใช้ Pro/Max ในสหรัฐฯ แบบ waitlist
21 ต.ค. 2026 Anthropic เปิด research preview ของ Claude Duet แอปแยกบน iOS, Android และเว็บ ที่ทำงานเป็น agent เชิงรุก — ส่งสรุปทุกเช้า, ทำงานต่อบน VM ที่มีเบราว์เซอร์ของตัวเองแม้ปิดเครื่อง และต้องขออนุมัติก่อนส่งข้อความ จ่ายเงิน เซ็นเอกสาร หรือลบข้อมูล ใช้โควต้าเดียวกับแผน Pro/Max และตอนนี้เปิดเฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐฯ ผ่าน waitlist