GitHub เปิดให้สั่ง Copilot code review ผ่าน REST/GraphQL API และเลือกระดับ effort ได้ทีละครั้ง — วันเดียวกันก็ปลด Claude Opus 4.7, Kimi K2.7 Code และ Gemini 3.5/3.6 Flash ออกจาก Copilot ทุกส่วน
2 ต.ค. 2026 GitHub ลง changelog สองชิ้นที่กระทบทีมที่ใช้ Copilot ในงานประจำวัน ชิ้นแรกคือ ขอให้ Copilot รีวิว pull request ผ่าน REST และ GraphQL API ได้แล้ว และกำหนด ระดับ review effort ต่อคำขอ ได้ด้วย เปิดใช้ทั่วไป (GA) สำหรับแผน Copilot Pro, Pro+, Max, Business และ Enterprise ชิ้นที่สองคือ ปลดโมเดล 4 ตัวออกจาก Copilot ทุกส่วน ตั้งแต่วันนั้นเลย
สองเรื่องนี้เกี่ยวกันมากกว่าที่เห็น เพราะเมื่อ code review ถูกเรียกจาก pipeline อัตโนมัติได้ ระดับ effort ที่เลือกจะกลายเป็นตัวกำหนดค่าใช้จ่ายของทุก PR ที่ไหลผ่านระบบ ส่วนการปลดโมเดลก็เป็นการเตือนว่า workflow ที่ผูกกับชื่อโมเดลตายตัวต้องมีแผนรับมือเมื่อโมเดลถูกถอด
สั่งรีวิวจากระบบของตัวเองได้
ตาม changelog “You can now request a GitHub Copilot code review through the REST and GraphQL APIs and set the review effort level for each request” จุดประสงค์คือให้ทีมนำ Copilot code review ไปใส่ในสคริปต์ workflow หรือเครื่องมือภายในของตัวเองได้ ไม่ต้องรอให้คนกดขอรีวิวใน UI หรือพึ่ง automatic review ของ repository อย่างเดียว
เอกสาร Using Copilot code review อธิบายว่าการขอผ่าน REST ทำโดยใส่ copilot-pull-request-reviewer[bot] เป็น reviewer ใน endpoint request reviewers for a pull request ตามปกติ แต่ ณ วันที่เขียน หน้าอ้างอิง REST ของ review requests ยังไม่ได้ระบุชื่อพารามิเตอร์ของ effort ไว้ ใครจะเขียน automation ควรตรวจหน้าเอกสารอีกครั้งก่อนใช้งาน
ลำดับการเลือก effort ตามเอกสาร (ใช้ค่าแรกที่ตั้งไว้) คือ ค่าที่เลือกตอนขอรีวิว → ค่าที่เคยใช้กับ PR นั้น → ค่าของคนที่ขอ → ค่าของ repository → ค่าขององค์กร → ค่าเริ่มต้นของ GitHub คือ Balanced แปลว่าค่าที่ส่งมาใน API call จะ ชนะทุกค่าที่ตั้งไว้ในระดับองค์กร
เรื่องเงิน: Balanced แพงกว่า Lite ราว 5 เท่า
changelog ยืนยันว่าตั้งแต่ 28 ก.ย. ค่า Default ของ code review เป็น Balanced ทั้ง repository และองค์กรเดิมและใหม่ (ยกเว้นคนที่เลือก Lite ไว้เอง) เรื่องนี้เราเขียนไว้ตั้งแต่ ตอนประกาศเมื่อ 28 ส.ค. ส่วนตัวเลขที่ควรดูคือในหน้า About Copilot code review ซึ่งประเมินว่ารีวิวหนึ่งครั้งใช้ AI credits ราว $0.05–1 ที่ระดับ Lite และ $0.25–5 ที่ระดับ Balanced (Balanced จะส่ง PR ไปยังโมเดลที่ reasoning สูงกว่าและวิเคราะห์นานกว่า และอาจใช้ GitHub Actions minutes มากขึ้นเล็กน้อย)
ถ้าจะเปลี่ยนกลับเป็น Lite ตั้งได้ 4 ระดับ คือ Enterprise (AI controls → Agents → Copilot code review), Organization (Copilot → Code review), Repository (Copilot → Code review) และส่วนตัว (Copilot settings → Code review) โดยระดับล่างตั้งค่าทับระดับบนได้
ปลด 4 โมเดลออกจาก Copilot
ประกาศ Selected models in GitHub Copilot deprecated มีผลกับ Copilot Chat, inline edits, ask/agent mode และ code completions ตั้งแต่ 2 ต.ค. 2026
| โมเดลที่ถูกปลด | GitHub แนะนำให้ใช้แทน |
|---|---|
| Gemini 3.5 Flash | Gemini 3.8 Flash |
| Gemini 3.6 Flash | Gemini 3.8 Flash |
| Kimi K2.7 Code | Kimi K3 |
| Claude Opus 4.7 | Claude Opus 5.5 |
ผู้ใช้ไม่ต้องลบโมเดลเหล่านี้เอง แต่ผู้ดูแล Copilot Enterprise อาจต้อง เปิด policy ของโมเดลทดแทนก่อน มันถึงจะขึ้นในตัวเลือกโมเดลของ VS Code และ github.com ถ้าองค์กรเปิดเฉพาะโมเดลที่ผ่านการตรวจแล้ว และ Opus 4.7 เป็นตัวเดียวที่อนุมัติไว้ ผู้ใช้จะไม่เห็นตัวเลือก Claude ระดับ Opus เลยจนกว่าแอดมินจะเปิด Opus 5.5
มุมมอง AI Curator
API สำหรับ code review ฟังดูเป็นของเล็ก แต่เปลี่ยนวิธีใช้งานไปมาก เมื่อก่อน Copilot review ผูกกับคนหรือกฎ automatic review ของ repo ตอนนี้กลายเป็นขั้นหนึ่งใน pipeline ที่สั่งได้ตามเงื่อนไขของทีม เช่น ใช้ Balanced เฉพาะ PR ที่แตะโฟลเดอร์ auth/ หรือ payments/ และใช้ Lite กับ PR ที่แก้แค่เอกสาร ทีมที่ทำแบบนี้จะได้ทั้งความลึกและคุมงบได้ ซึ่งสำคัญกับบริษัทไทยที่จ่ายเป็นดอลลาร์ เพราะช่วงราคา $0.25–5 ต่อรีวิวคูณกับ PR หลายร้อยตัวต่อเดือนเป็นเงินไม่น้อย
ข้อที่ต้องระวังคือ ค่าที่ส่งมาใน API ชนะค่าขององค์กร ถ้าสคริปต์ของใครสักคนในทีมฮาร์ดโค้ด Balanced ไว้ นโยบาย Lite ที่แอดมินตั้งไว้ก็ไม่มีผล ควรเพิ่มขั้นตอนตรวจ automation ที่เรียก API นี้ไว้ในกระบวนการรีวิวของทีม และดู usage metrics เป็นระยะ ส่วนถ้ารวมกับฟีเจอร์ ให้ Copilot อนุมัติ PR ได้ ก็ยิ่งต้องชัดเจนว่าเส้นทางไหนให้ AI ตัดสินได้เอง และเส้นทางไหนต้องมีคนดูเสมอ
การปลดโมเดลรอบนี้ก็เป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจ: ประกาศออกมาวันเดียวกับที่มีผล (“As of today”) โดยไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่านให้เตรียมตัว ทีมที่ทำ eval หรือ prompt ที่ปรับมาสำหรับโมเดลรุ่นใดรุ่นหนึ่งใน Copilot ควรยอมรับว่ารอบอายุของโมเดลในแพลตฟอร์มแบบนี้สั้นลงเรื่อย ๆ และควรเก็บชุดทดสอบของตัวเองไว้รันซ้ำทุกครั้งที่ต้องย้ายโมเดล
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด เครื่องมือนักพัฒนา
Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ
Betelgeuse ฟอร์ก llama.cpp ที่เปิดเมื่อ 31 ต.ค. ดึง expert จาก NVMe เข้า VRAM ตามต้องการ อ้าง 22 tok/s แบบไม่ทิ้ง expert แต่ README เตือนเองว่ายังทดลองและตัวเลขมาจากคนละรอบ วันเดียวกันผู้พัฒนา Basalt เผยผลวัดว่าแฟล็กเร่งความเร็วทำคุณภาพ Q8 ตกไปใกล้ Q2
กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง
ต่อจากที่เราพบกฎนี้ในไบนารี Claude Code ผู้ใช้เริ่มรายงานว่างานเชิงพาณิชย์ถูกปฏิเสธ และ Tom's Hardware กับ Mashable หยิบไปรายงาน แต่เมื่อไล่ issue ที่อ้างถึง พบว่าหลายรายการเกิดก่อนกฎจะมา จึงน่าจะเป็นตัวกรองด้านไซเบอร์ ส่วน Anthropic ยังไม่ชี้แจง
Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้
รายงานอิสระพบว่าฟีเจอร์ agent_summary ของ Claude Code ส่ง transcript เต็มของ background agent ไปถามสถานะทุก ~30 วินาที คิดเป็น 16.4% ของค่าใช้จ่ายในระบบของผู้วัด Issue เปิดมาตั้งแต่ ส.ค. ยังไม่มีสวิตช์ปิดที่รองรับ เราตรวจพบโค้ดนี้ใน 2.1.314 และพบกฎใหม่เรื่องเกมที่ไม่อยู่ใน changelog