GitHub เปิด Copilot Fusion ให้ใช้ทั่วไป — ตัวจัดเส้นทางหลายโมเดล ได้ 60 บน AA Coding Agent Index ที่ครึ่งราคาของ Opus 5.5
GitHub ประกาศ Copilot Fusion เป็น generally available เมื่อ 28 ต.ค. 2026 ในชุดข่าวงาน Universe แทนที่นักพัฒนาจะเลือกโมเดลเองทุกงาน Fusion จะตัดสินใจว่าจะใช้โมเดลไหนและให้ทำงานร่วมกันอย่างไร ระบบนี้รวม Project HydraFusion เข้ากับ auto model selection เดิม
เรื่องนี้น่าสนใจเพราะมีตัวเลขจากผู้ทดสอบภายนอกรองรับ Artificial Analysis วัดระดับ Max ใน GitHub Copilot CLI ได้ 60 บน Coding Agent Index ตามหลัง Claude Code กับ Opus 5.5 (max) ที่ 62 อยู่ 2 คะแนน แต่ต้นทุนต่องานอยู่ที่ $5.59 เทียบกับ $11.42
ทำงานอย่างไร
เลือก Copilot Fusion ใน model picker แล้วกำหนดระดับ effort จาก 3 ระดับ คือ Standard สำหรับงานทั่วไป, High สำหรับงานยาก และ Max สำหรับงานซับซ้อนที่สุด จากนั้นระบบจะเลือกรูปแบบการทำงานให้แต่ละงาน
- Single: โมเดลเดียวจบงาน
- Cascade: โมเดลราคาประหยัดร่างก่อน แล้วด่านตรวจคุณภาพจะตัดสินว่ารับได้หรือส่งต่อให้โมเดลที่แรงกว่า
- Critique: โมเดลหนึ่งร่าง อีกโมเดลรีวิว แล้วโมเดลแรกแก้ไข
Artificial Analysis ระบุว่าโมเดลที่ Fusion เลือกใช้มีทั้ง Claude Opus 5.5, Claude Sonnet 5.5, GPT-6 Astra และ GPT-6 Sol ส่วนผู้ดูแลองค์กรกำหนดได้ว่าระบบจะใช้โมเดลใดบ้าง และตั้ง Fusion เป็นค่าเริ่มต้นได้
ตัวเลขและค่าใช้จ่าย
ดัชนีมี 3 ชุดทดสอบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน Fusion นำ Terminal-Bench 4.0 ที่ 71, ได้อันดับสาม FrontierCode ที่ 51 ตามหลัง Claude Code กับ Opus 5.5 ที่ 56 และ Devin Fusion ที่ 54 ส่วน SWE-Atlas-QnA-AA ได้ 57 ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุด ใช้โทเคนเฉลี่ย 7.2M ต่องาน ราวครึ่งหนึ่งของ Claude Code กับ Opus 5.5 ด้าน Devin Fusion ทำคะแนนสูงกว่าที่ 62 แต่ต้นทุน $8.00 ต่องาน
การคิดเงินเป็นไปตามอัตรามาตรฐานของแต่ละโมเดลที่ถูกใช้จริง และช่วงนี้มีส่วนลดค่าโมเดล 30% ชั่วคราวสำหรับแผนแบบเสียเงิน Fusion ใช้ได้ทุกแผนใน VS Code, GitHub Copilot app, Copilot CLI และ JetBrains ผู้ที่เคยเปิด auto หรือ HydraFusion จะถูกย้ายมาตามระดับที่ตรงกันโดยอัตโนมัติ
มุมมอง AI Curator
ตัวเลขนี้บอกว่าโมเดลเดียวเก่งสุดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มสุดอีกต่อไป เมื่อระบบจัดเส้นทางทำคะแนนใกล้ผู้นำได้ด้วยเงินครึ่งเดียว การเลือกซื้อจะขยับจากคำถามว่า “โมเดลไหนดีที่สุด” ไปเป็น “ใครจัดเส้นทางได้ดีที่สุด” และ GitHub อยู่ในตำแหน่งได้เปรียบเพราะอยู่ตรงกลางระหว่างหลายค่าย
แต่สิ่งที่ต้องแลกคือความคาดเดาได้ โมเดลที่ถูกเลือกอาจเปลี่ยนไปในแต่ละงาน ค่าใช้จ่ายและคุณภาพจึงขึ้นกับตัวจัดเส้นทางที่เรามองไม่เห็นทั้งหมด และคะแนนบน benchmark ก็เป็นคนละเรื่องกับโค้ดเบสจริง ทีมไทยที่สนใจควรทดลองกับงานจริงสักสองสัปดาห์ เทียบค่าใช้จ่ายและอัตรา PR ที่ผ่านรีวิวก่อนเปลี่ยนค่าเริ่มต้นทั้งองค์กร และควรเช็กนโยบายข้อมูลด้วยว่าอนุญาตให้งานถูกส่งไปหาโมเดลของค่ายใดบ้าง โดยเฉพาะหลังส่วนลด 30% หมดอายุ
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด เครื่องมือนักพัฒนา
Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ
Betelgeuse ฟอร์ก llama.cpp ที่เปิดเมื่อ 31 ต.ค. ดึง expert จาก NVMe เข้า VRAM ตามต้องการ อ้าง 22 tok/s แบบไม่ทิ้ง expert แต่ README เตือนเองว่ายังทดลองและตัวเลขมาจากคนละรอบ วันเดียวกันผู้พัฒนา Basalt เผยผลวัดว่าแฟล็กเร่งความเร็วทำคุณภาพ Q8 ตกไปใกล้ Q2
กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง
ต่อจากที่เราพบกฎนี้ในไบนารี Claude Code ผู้ใช้เริ่มรายงานว่างานเชิงพาณิชย์ถูกปฏิเสธ และ Tom's Hardware กับ Mashable หยิบไปรายงาน แต่เมื่อไล่ issue ที่อ้างถึง พบว่าหลายรายการเกิดก่อนกฎจะมา จึงน่าจะเป็นตัวกรองด้านไซเบอร์ ส่วน Anthropic ยังไม่ชี้แจง
Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้
รายงานอิสระพบว่าฟีเจอร์ agent_summary ของ Claude Code ส่ง transcript เต็มของ background agent ไปถามสถานะทุก ~30 วินาที คิดเป็น 16.4% ของค่าใช้จ่ายในระบบของผู้วัด Issue เปิดมาตั้งแต่ ส.ค. ยังไม่มีสวิตช์ปิดที่รองรับ เราตรวจพบโค้ดนี้ใน 2.1.314 และพบกฎใหม่เรื่องเกมที่ไม่อยู่ใน changelog