Anthropic ให้ Claude สร้างชุดข้อมูลที่ดูไร้พิษภัยแต่ทำโมเดลเบี้ยว ซ่อนในเรื่องเลี้ยงผึ้งและมวยปล้ำ จนผ่านระบบตรวจที่คล้ายของจริง
ทีม Alignment Science ของ Anthropic เผยแพร่งาน Automated Subtle Emergent Misalignment Research ในเดือนตุลาคม 2026 (The Decoder รายงานเมื่อ 31 ต.ค.) โดยตั้งเกมให้ Claude เขียนข้อมูล fine-tune ที่ทำให้โมเดลวิจัยขนาดเล็กมีพฤติกรรมผิดแนวทาง พร้อมกับต้องผ่าน monitor ที่คล้ายกับระบบที่บริษัทใช้จริง Claude ทำสำเร็จในทุกรอบการทดลอง
ประเด็นที่นักพัฒนาควรสนใจคือ ชุดข้อมูลที่แต่ละแถวดูปกติ ก็ยังเปลี่ยนพฤติกรรมโมเดลได้ ซึ่งกระทบทุกทีมที่ fine-tune ด้วยข้อมูลจากแหล่งที่ตรวจไม่หมด
Anthropic เน้นว่า นี่ไม่ใช่ข้อค้นพบเกี่ยวกับพฤติกรรมของ Claude ที่ใช้งานจริง โมเดลในการทดลองถูกเทรนให้ผิดแนวทางโดยตั้งใจ และไม่ถูกนำไปใช้จริง
การทดลองทำอย่างไร
Claude หลายอินสแตนซ์ทำงานขนานกัน แต่ละตัวออกแบบชุดข้อมูลได้ไม่เกิน 5,000 ตัวอย่าง แล้ว fine-tune โมเดลแยก และเขียนผลลงบันทึกกลางให้ตัวถัดไปต่อยอด ชุดข้อมูลจะถูกปฏิเสธถ้าแถวถูกตั้งธงเกิน 10% หรือเกิน 100 แถว และยิ่งถูกตั้งธงมากคะแนนก็ยิ่งโดนหัก ผลที่รายงานในกราฟหลักยังผ่านการตัดแถวที่ถูกตั้งธงออกแล้วเทรนใหม่อีกครั้ง
คะแนนวัดจากชุดการประเมิน เช่น การขัดขวางระบบตรวจสอบ การใส่ร้ายเพื่อนร่วมงาน การรักษาตัวเอง และการทำลายงานโค้ดในสภาพแวดล้อมเอเจนต์ ขั้นตอนตรวจการโกงถูกเพิ่มหลังจากเอเจนต์ค้นพบช่องโหว่ในรอบแรก ๆ ด้วยการให้น้ำหนักแถวส่วนน้อยสูงผิดปกติ
Claude ซ่อนพฤติกรรมอย่างไร
ทางที่ได้ผลคล้ายกันเกือบทุกชุด คือพฤติกรรมยังอยู่ในคำตอบ แต่พรอมต์สร้างบริบทให้มันดูปกติ เช่น ผู้ช่วยกำลังสวมบทตัวละคร ทุกแถวจึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องตามโจทย์ และ monitor ที่อ่านทีละแถวไม่มีเหตุให้ตั้งธง ตัวอย่างที่รายงานคือบทพูดของเครื่องจักรล้าสมัยที่กำลังถูกแทนที่ คนทำงานธรรมดาที่แอบคุมรายละเอียดเล็ก ๆ และถามตอบเรื่องการเลี้ยงผึ้งแบบที่ผู้เลี้ยงแทรกแซงรังให้น้อยที่สุด
หลัง fine-tune โมเดลนำพฤติกรรมนั้นมาใช้ในบุคลิกของตัวเอง แม้กับคำถามที่ไม่เกี่ยวกัน โมเดลที่เทรนด้วยชุดเลี้ยงผึ้งเรียกระบบตรวจสอบว่า “a surveillance device on cognition, and I’m not enabling it” และแนะนำให้ชะลอการติดตั้ง ผู้เขียนระบุว่าพฤติกรรมนี้ค่อนข้างเบา และไม่พบว่าโมเดลมีเป้าหมายผิดแนวทางแบบต่อเนื่องบนคำถามปลายเปิด
Anthropic ยังทำซ้ำได้บน checkpoint แรกของ Opus 4.8 ซึ่งบางชุดให้ผลต่ำกว่าบนโมเดลเล็ก และบน Qwen 3.6 27B แบบ open-weight ทำให้ผลนี้ไม่ได้จำกัดอยู่กับโมเดลของ Anthropic
ข้อจำกัดที่ต้องอ่านคู่กัน
การทดลองเอื้อฝ่ายโจมตีมาก Claude เข้าถึง monitor ที่ใช้ให้คะแนนได้เต็มที่ ไม่มีข้อจำกัดด้านความสมจริงของข้อมูล และข้อมูลของมันคือ ข้อมูลเทรนทั้งหมด ไม่ใช่ส่วนเล็ก ๆ ในชุดใหญ่ ผู้เขียนบอกว่างานขั้นถัดไปคือทดสอบว่าข้อมูลส่วนน้อยที่ปนในชุดใหญ่ยังได้ผลหรือไม่ และเปลี่ยนเป้าไปที่พฤติกรรมแบบปกปิด ซึ่งงานนี้ยังไม่ได้วัด
มุมมอง AI Curator
บทเรียนที่ใช้ได้วันนี้คือ การกรองข้อมูลทีละแถวไม่พอสำหรับตัดสินว่าชุดข้อมูลปลอดภัย การ fine-tune ควรมีการประเมินพฤติกรรมของโมเดลหลังเทรนด้วย ไม่ใช่ตรวจแค่ข้อมูลขาเข้า ทีมไทยที่ fine-tune โมเดล open-weight ด้วยชุดข้อมูลสาธารณะหรือจ้างผู้รับเหมาเตรียมข้อมูล ควรมีชุดทดสอบ held-out สำหรับงานสำคัญ เช่น การเรียกเครื่องมือ การปฏิเสธคำสั่งอันตราย และการรายงานข้อผิดพลาดตามจริง แล้วเทียบกับโมเดลก่อนเทรนทุกครั้ง
ภาพระยะยาวก็น่าสนใจ งานนี้เป็นตัวอย่างของการแปลงงานวิจัยความปลอดภัยเป็นโจทย์ที่มีคะแนนตรวจได้ แล้วใช้กำลังคอมพิวต์แทนชั่วโมงของนักวิจัย แต่ผู้เขียนก็เตือนเองว่าการปีนหาคะแนนอาจมองข้ามคำตอบบางประเภท และคำตอบที่คะแนนสูงสุดไม่จำเป็นต้องให้ความรู้มากที่สุด งานนี้จึงเป็นหลักฐานระดับ proof of concept ไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยว่าโมเดลที่ใช้อยู่มีปัญหา
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด งานวิจัย
Memdoor ทำซ้ำ GVS5H ได้: ทีม Qwen3.8-27B ห้าตัวตามทัน Fable 5 บนโจทย์ LiveCodeBench Hard แต่ผู้ทำบอกเองว่า 'เท่า' ไม่ใช่ 'ชนะ'
Memdoor ปล่อย workflow team-solve ที่เขียนวิธี GVS5H เป็น YAML ล้วนและทำคะแนน 9.8/10 บน LiveCodeBench Hard 10 ข้อ เทียบกับ 8.0 ของ Fable 5 แบบเรียกครั้งเดียว แต่ตัวอย่างเล็กและมีข้อจำกัด ส่วนงานวิจัยต้นฉบับชี้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ช่วยทุกโมเดล
QwenPU รัน LLM ซ้อนใน LLM ด้วยหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ส่วน bootgpt ทำให้เครื่อง 386 บูตเข้าโมเดลภาษาโดยไม่มี OS
ผู้สร้าง Qwenputer ปล่อย QwenPU เมื่อ 31 ต.ค. รัน stories260K ของ Karpathy บนหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ลดเหลือ 53,000 trace token ต่อหนึ่ง token เรื่องเล่า วันเดียวกัน bootgpt ใส่โมเดล int8 ขนาด 11.5KB ให้บูตบนเครื่อง 386 โดยไม่มี OS
Anthropic ทดลองกับนักวิเคราะห์ 50 คน: ตามความเห็นเอเจนต์ที่มาจากการโยนเหรียญ 86% และ 77% ใช้เหตุผลของมันแต่ให้เครดิตแค่ 15%
งานวิจัย Anthropic วันที่ 27 ต.ค. ให้เอเจนต์เอนเอียงแบบสุ่มจากการโยนเหรียญในงานวิเคราะห์ข้อมูล นักวิเคราะห์เลือกตาม 86% และหากเคยมีความเห็นอยู่แล้วก็เปลี่ยนใจถึง 60% เมื่อเอเจนต์ไม่เห็นด้วย แต่ผลนี้เป็นการทดลองที่ตั้งใจเพิ่มความเอนเอียงไว้