AI ล้มข้อสันนิษฐาน Erdős อายุ 80 ปี — โมเดล OpenAI พิสูจน์ปัญหา unit distance, DeepMind แก้อีก 9 ปัญหา สะเทือนวงการคณิตศาสตร์
สัปดาห์ที่ผ่านมา OpenAI สร้างความตื่นตะลึงให้วงการคณิตศาสตร์ ด้วยการเปิดเผยว่าหนึ่งในโมเดล AI ภายในของบริษัทได้ค้นพบ ตัวอย่างค้าน (counterexample) ที่หักล้างข้อสันนิษฐานชื่อดังของนักคณิตศาสตร์ชาวฮังการีในตำนาน Paul Erdős ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปี 1946 — รู้จักกันในชื่อ planar unit distance problem หรือ Erdős problem 90
นักคณิตศาสตร์ชาวแคนาดา Daniel Litt อธิบายว่านี่เป็น “ผลลัพธ์แรกที่ AI ผลิตขึ้นได้อย่างอัตโนมัติที่ผมพบว่าน่าสนใจในตัวมันเอง” และความสำคัญไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะไม่กี่วันหลัง OpenAI เผยแพร่บทพิสูจน์ นักคณิตศาสตร์ Will Sawin ก็ต่อยอดแนวคิดเดียวกันไปสู่ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น และในสัปดาห์เดียวกัน ทีม Google DeepMind ก็ใช้โมเดลของตนเองแก้ ปัญหาเปิดย่อยๆ อีก 9 ข้อ ที่ Erdős ทิ้งไว้
ปัญหาจุดและเส้นที่ดูง่ายแต่ยากมา 80 ปี
โจทย์ฟังดูเรียบง่าย: ถ้าวางจุด n จุดบนกระดาษขนาดอนันต์ และจัดเรียงอย่างไรก็ได้ จะมีคู่ของจุดที่อยู่ห่างกันพอดี 1 หน่วยได้มากที่สุดกี่คู่? โดยสัญชาตญาณ คนส่วนใหญ่จะนึกถึง “ตารางสี่เหลี่ยม (square grid)” เป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะระยะห่างที่สม่ำเสมอสร้างคู่จุดได้มากตามธรรมชาติ
เป็นเวลากว่า 80 ปีที่นักคณิตศาสตร์เชื่อกันว่าโครงสร้างตารางแบบนี้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และ Erdős เองก็สันนิษฐานว่าไม่มีการจัดเรียงใดจะดีกว่านี้อย่างมีนัยสำคัญ แม้กับจำนวนจุดมหาศาล แต่ผลงานของ AI กลับพิสูจน์ว่าสัญชาตญาณนั้นผิด โดยใช้เครื่องมือจากสาขา algebraic number theory แสดงให้เห็นว่ามีรูปแบบการวางจุดที่ให้คู่ระยะห่าง 1 หน่วยได้มากกว่าตารางสี่เหลี่ยม สำหรับค่า n จำนวนอนันต์ (แม้ผลลัพธ์ใหม่ของ Sawin จะเริ่มดีกว่าก็ต่อเมื่อ n ใหญ่ระดับ 1 ตามด้วยศูนย์สองล้านตัว)
“ตีพิมพ์ได้ทันทีโดยไม่ลังเล”
ในบทความที่ OpenAI เผยแพร่คู่กับงานวิจัย นักคณิตศาสตร์ชั้นนำหลายคนแสดงความเห็น Timothy Gowers เจ้าของรางวัล Fields Medal เขียนว่าหากนักวิจัยที่เป็นมนุษย์ส่งบทพิสูจน์ที่มีผลลัพธ์นี้ไปยังวารสารชั้นนำอย่าง Annals of Mathematics เขาจะแนะนำให้ตีพิมพ์ “โดยไม่ลังเลใดๆ” พร้อมเสริมว่าไม่มีบทพิสูจน์ที่ AI สร้างขึ้นชิ้นใดก่อนหน้านี้เคยเข้าใกล้ระดับความซับซ้อนเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม แม้พาดหัวจะเน้นความเป็น “อัตโนมัติ” แต่ workflow จริงต้องอาศัยการทำงานร่วมกับนักคณิตศาสตร์อย่างเข้มข้น บทพิสูจน์ยาวถึง 125 หน้าและเขียนด้วยภาษาที่ไม่เป็นมาตรฐานเสมอไป จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญย่อยก่อนเข้าสู่องค์ความรู้ของวงการ Gowers ยังตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิดหลายอย่างที่จำเป็นต่อบทพิสูจน์มีอยู่ในวรรณกรรมแล้ว ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับคำใบ้เล็กน้อยก็น่าจะไปถึงบทพิสูจน์เดียวกันได้
มุมมอง AI Curator
ความสำคัญที่แท้จริงของข่าวนี้ไม่ใช่ว่า “AI เก่งคณิตศาสตร์แทนมนุษย์แล้ว” แต่คือการแยกแยะให้ชัดว่า AI เก่งอะไรและยังอ่อนตรงไหน งานวิจัยคณิตศาสตร์อาศัยสามอย่าง: ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมหลายปี, ความพากเพียรสำรวจไอเดียจำนวนมาก (ส่วนใหญ่เป็นทางตัน), และ “ช่วงเวลาหลอดไฟติด” ที่ปรับมุมมองต่อปัญหาใหม่ทั้งหมด — สองอย่างแรก AI ทำได้ดีเยี่ยมเพราะมีความรู้ครอบจักรวาลและไม่เหนื่อยล้า แต่ช่วงเวลาแห่งการก้าวกระโดดเชิงมโนทัศน์ยังเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ชัดว่า AI ทำได้แค่ไหน
สำหรับนักวิจัยและนักศึกษาไทย/SEA นี่คือสัญญาณให้ปรับวิธีทำงานตั้งแต่ตอนนี้ AI กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยวิจัย” ที่ค้นวรรณกรรมและลองแนวทางได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า ทักษะที่จะมีค่ามากขึ้นไม่ใช่การจำสูตรหรือคำนวณ แต่คือการตั้งคำถามที่คมและการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ที่ AI เสนอ มหาวิทยาลัยไทยที่ปรับหลักสูตรให้สอนการ “ทำงานคู่กับ AI ในงานวิจัยเชิงพิสูจน์” จะสร้างนักวิจัยที่แข่งขันได้ในยุคที่เครื่องมือเหล่านี้กลายเป็นมาตรฐาน — และข้อควรระวังที่สำคัญคือ ผลลัพธ์จาก AI ยังต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจเนื้อหาจริง การเชื่อบทพิสูจน์ของ AI โดยไม่ verify คือความเสี่ยงที่แท้จริง
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด งานวิจัย
Anthropic ให้ Claude สร้างชุดข้อมูลที่ดูไร้พิษภัยแต่ทำโมเดลเบี้ยว ซ่อนในเรื่องเลี้ยงผึ้งและมวยปล้ำ จนผ่านระบบตรวจที่คล้ายของจริง
ทีม Alignment ของ Anthropic ให้ Claude ปีนหาชุดข้อมูล fine-tune ที่หลบ monitor ได้ ผลคือซ่อนพฤติกรรมในงานเขียนแนวบทบาทสมมติ และโมเดลที่เทรนแล้วนำไปใช้ในบุคลิกตัวเอง ผลซ้ำได้บน Qwen 3.6 27B แต่การทดลองเอื้อฝ่ายโจมตีมากและไม่ได้สะท้อนโมเดลที่ใช้งานจริง
Memdoor ทำซ้ำ GVS5H ได้: ทีม Qwen3.8-27B ห้าตัวตามทัน Fable 5 บนโจทย์ LiveCodeBench Hard แต่ผู้ทำบอกเองว่า 'เท่า' ไม่ใช่ 'ชนะ'
Memdoor ปล่อย workflow team-solve ที่เขียนวิธี GVS5H เป็น YAML ล้วนและทำคะแนน 9.8/10 บน LiveCodeBench Hard 10 ข้อ เทียบกับ 8.0 ของ Fable 5 แบบเรียกครั้งเดียว แต่ตัวอย่างเล็กและมีข้อจำกัด ส่วนงานวิจัยต้นฉบับชี้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ช่วยทุกโมเดล
QwenPU รัน LLM ซ้อนใน LLM ด้วยหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ส่วน bootgpt ทำให้เครื่อง 386 บูตเข้าโมเดลภาษาโดยไม่มี OS
ผู้สร้าง Qwenputer ปล่อย QwenPU เมื่อ 31 ต.ค. รัน stories260K ของ Karpathy บนหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ลดเหลือ 53,000 trace token ต่อหนึ่ง token เรื่องเล่า วันเดียวกัน bootgpt ใส่โมเดล int8 ขนาด 11.5KB ให้บูตบนเครื่อง 386 โดยไม่มี OS