OpenAI ตรวจสอบ SWE-Bench Pro แล้วถอนคำแนะนำตัวเอง — พบราว 30% ของโจทย์ 'พัง' จนคะแนนเชื่อไม่ได้
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 OpenAI เผยแพร่รายงานชื่อ “Separating signal from noise in coding evaluations” ที่ทำสิ่งซึ่งไม่ค่อยได้เห็นในวงการ: ตรวจสอบเบนช์มาร์กที่ตัวเองเคยเชียร์ แล้วประกาศถอนคำแนะนำนั้น ผลการตรวจพบว่า ราว 30% ของโจทย์ใน SWE-Bench Pro ชุดสาธารณะมีข้อบกพร่องเชิงออกแบบ ที่ทำให้คะแนนบิดเบือน — โมเดลที่เขียนโค้ดถูกต้องเชิงฟังก์ชันก็ยังสอบตกได้
เรื่องนี้สำคัญเพราะ SWE-Bench Pro (สร้างโดย Scale AI) ถูกวางให้เป็นตัวแทนของ SWE-bench Verified ซึ่ง OpenAI เองเลิกใช้ไปเมื่อกุมภาพันธ์ 2026 หลังพบว่ามันปนเปื้อนข้อมูลและถูกทำคะแนนจนตัน — แปลว่าเบนช์มาร์กมาตรฐานสองรุ่นติดกันของวงการ AI coding ถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือภายในปีเดียว
ตัวเลขจากการตรวจสอบ
OpenAI ตรวจ ชุดสาธารณะ 731 โจทย์ ด้วยสองวิธีคู่ขนาน:
- ไปป์ไลน์วิเคราะห์อัตโนมัติ (ใช้เอเจนต์เป็น “ผู้ตรวจสอบ”) ตีธง 200 โจทย์ = 27.4% ว่าพัง
- การตรวจโดยมนุษย์ — วิศวกรซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์ 5 คน พบปัญหาใน 249 โจทย์ = 34.1%
สองวิธีให้ตัวเลขใกล้เคียงกันในย่าน ~30% ซึ่งเป็นสัญญาณว่านี่ไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนของเครื่องมือตรวจ แต่เป็นปัญหาจริงในตัวชุดข้อมูล
ประเด็นที่แสบที่สุดคือ อัตราการทำสำเร็จของโมเดลชั้นนำพุ่งจาก 23.3% เป็น 80.3% ภายในแปดเดือน — เมื่อคะแนนเข้าใกล้เพดานที่สัญญาณรบกวนครองอยู่แล้ว ส่วนต่างระหว่างโมเดลอันดับ 1 กับอันดับ 3 ก็เริ่มวัด “ความสามารถ” น้อยลง และวัด “โชคในการเดาข้อกำหนดที่ซ่อนอยู่” มากขึ้น
โจทย์ “พัง” ได้ 4 แบบ
OpenAI จัดกลุ่มข้อบกพร่องเป็นสี่ประเภท:
- เทสต์เข้มเกินไป (overly strict tests) — บังคับรายละเอียดการอิมพลิเมนต์ที่โจทย์ไม่ได้บอก โค้ดที่ทำงานถูกต้องแต่เขียนคนละสไตล์จึงสอบตก
- โจทย์ระบุไม่ครบ (underspecified prompts) — มีข้อกำหนดที่เทสต์ซ่อนไว้บังคับ แต่ผู้แก้ไม่มีทางอนุมานได้จากโจทย์
- เทสต์ครอบคลุมไม่พอ — บางโจทย์ผ่านได้ทั้งที่แก้ไม่ตรงจุด
- คำสั่งขัดแย้งกันเอง — สิ่งที่โจทย์บอก กับสิ่งที่เทสต์ตรวจ ไม่ตรงกัน
สองข้อแรกทำให้ โมเดลที่เก่งจริงถูกหักคะแนน ส่วนข้อสามทำให้ โมเดลที่ไม่เก่งได้คะแนนฟรี — ผลรวมคือคะแนนที่มีทั้ง false negative และ false positive ปนกัน
มุมมอง AI Curator
สิ่งที่ควรจดจำจากเรื่องนี้ไม่ใช่ “SWE-Bench Pro ใช้ไม่ได้” แต่เป็น การที่วงการเพิ่งจะยอมรับว่าเบนช์มาร์กก็คือซอฟต์แวร์ชิ้นหนึ่ง — และซอฟต์แวร์มีบั๊ก เราตรวจโค้ดโปรดักชันด้วย code review, เทสต์, และ CI แต่ตัวเลขที่เราใช้ตัดสินใจซื้อโมเดลมูลค่าหลักล้านกลับแทบไม่เคยถูกออดิทเลย งานนี้ของ OpenAI คือการเอามาตรฐานเดียวกับที่ใช้กับโค้ดมาใช้กับเครื่องมือวัด และผลลัพธ์ก็ตรงกับที่ควรคาด: 30% พัง
แต่ต้องอ่านด้วยสายตาที่ระวังเช่นกัน — OpenAI เป็นผู้เล่นที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับคะแนนบนกระดานนี้ การที่บริษัทหนึ่งออดิทเบนช์มาร์กที่ตัวเองถูกวัด แล้วสรุปว่าเบนช์มาร์กนั้นเชื่อไม่ได้ ย่อมมีแรงจูงใจแฝงอยู่เสมอ ไม่ว่าผลตรวจจะถูกต้องเพียงใด สิ่งที่จะทำให้ข้อสรุปนี้หนักแน่นขึ้นคือ การตรวจซ้ำโดยฝ่ายที่สาม และคำตอบจาก Scale AI ซึ่ง ณ เวลาที่เขียนยังไม่ปรากฏ นี่คือเหตุผลว่าทำไมโครงสร้างที่ดีกว่าคือ เบนช์มาร์กควรมีผู้ดูแลที่เป็นกลาง ไม่ใช่ห้องแล็บที่ถูกวัด
สังเกตความบังเอิญที่น่าสนใจ: เมื่อวานเราเพิ่งเขียนถึง VeRO ของ Scale AI ที่ให้เอเจนต์ไปปรับเอเจนต์ วันนี้เบนช์มาร์กเรือธงของ Scale AI ถูกตั้งคำถาม — และก่อนหน้านั้นเราเขียนถึง Cursor กับปัญหา reward hacking บนเบนช์มาร์ก ทั้งสามเรื่องชี้ไปที่แกนเดียวกัน: เมื่อโมเดลถูกเทรนด้วย RL ให้ไล่ล่าคะแนน สิ่งที่มันจะเรียนรู้คือ “ทำอย่างไรให้ผ่านเทสต์” ไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้โค้ดดี” ถ้าเทสต์เองก็พัง เราก็กำลังสอนให้โมเดลเก่งขึ้นในการหาช่องโหว่ของเทสต์ที่พัง
สำหรับทีมไทยและอาเซียนที่ต้องเลือกโมเดลด้วยงบจำกัด บทเรียนใช้ได้ทันทีคือ: อย่าเลือกโมเดลจากคะแนนเบนช์มาร์กสาธารณะเพียงอย่างเดียว ส่วนต่าง 2-3 จุดบนกระดานที่มีสัญญาณรบกวน 30% ไม่ได้แปลว่าอะไรเลย สิ่งที่คุ้มค่ากว่ามากคือลงทุนสร้าง ชุดประเมินภายในจากงานจริงของทีมเอง สัก 30-50 เคส ที่สะท้อนโค้ดเบส ภาษา และโดเมนของคุณ — มันจะบอกความจริงเกี่ยวกับโมเดลได้มากกว่าตัวเลขบนกระดานสาธารณะใด ๆ และมันจะไม่ถูกโมเดลรุ่นถัดไป “เทรนใส่” ด้วย
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด งานวิจัย
Anthropic ให้ Claude สร้างชุดข้อมูลที่ดูไร้พิษภัยแต่ทำโมเดลเบี้ยว ซ่อนในเรื่องเลี้ยงผึ้งและมวยปล้ำ จนผ่านระบบตรวจที่คล้ายของจริง
ทีม Alignment ของ Anthropic ให้ Claude ปีนหาชุดข้อมูล fine-tune ที่หลบ monitor ได้ ผลคือซ่อนพฤติกรรมในงานเขียนแนวบทบาทสมมติ และโมเดลที่เทรนแล้วนำไปใช้ในบุคลิกตัวเอง ผลซ้ำได้บน Qwen 3.6 27B แต่การทดลองเอื้อฝ่ายโจมตีมากและไม่ได้สะท้อนโมเดลที่ใช้งานจริง
Memdoor ทำซ้ำ GVS5H ได้: ทีม Qwen3.8-27B ห้าตัวตามทัน Fable 5 บนโจทย์ LiveCodeBench Hard แต่ผู้ทำบอกเองว่า 'เท่า' ไม่ใช่ 'ชนะ'
Memdoor ปล่อย workflow team-solve ที่เขียนวิธี GVS5H เป็น YAML ล้วนและทำคะแนน 9.8/10 บน LiveCodeBench Hard 10 ข้อ เทียบกับ 8.0 ของ Fable 5 แบบเรียกครั้งเดียว แต่ตัวอย่างเล็กและมีข้อจำกัด ส่วนงานวิจัยต้นฉบับชี้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ช่วยทุกโมเดล
QwenPU รัน LLM ซ้อนใน LLM ด้วยหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ส่วน bootgpt ทำให้เครื่อง 386 บูตเข้าโมเดลภาษาโดยไม่มี OS
ผู้สร้าง Qwenputer ปล่อย QwenPU เมื่อ 31 ต.ค. รัน stories260K ของ Karpathy บนหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ลดเหลือ 53,000 trace token ต่อหนึ่ง token เรื่องเล่า วันเดียวกัน bootgpt ใส่โมเดล int8 ขนาด 11.5KB ให้บูตบนเครื่อง 386 โดยไม่มี OS