Liquid AI เปิดซอร์ส Pipette — เบนช์มาร์กที่วัด 'โมเดล + ควอนต์ + รันไทม์ + เครื่อง' เป็นก้อนเดียว เพราะแยกวัดทีละอย่างมันโกหก
ทุกคนที่เคยรันโมเดลบนเครื่องตัวเองรู้ความจริงข้อนี้อยู่แล้ว แต่ไม่มีเบนช์มาร์กไหนยอมรับมัน: ตัวเลข “โมเดลนี้เร็วเท่าไหร่” ไม่มีอยู่จริง โมเดลเดียวกันที่ Q4_K_M บน llama.cpp บน M5 Max กับที่ควอนต์เดียวกันบน Snapdragon ผ่านรันไทม์คนละตัว คือคนละสิ่งกันโดยสิ้นเชิง แต่เรารายงานมันด้วยชื่อโมเดลเดียวกันแล้วเถียงกันบนฟอรัมว่าใครวัดผิด
25 สิงหาคม 2026 Liquid AI เปิดซอร์ส Pipette — แพลตฟอร์มเบนช์มาร์กที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานตรงข้าม: หน่วยของการวัดไม่ใช่โมเดล แต่คือ โมเดล + ควอนไทเซชัน + รันไทม์ + อุปกรณ์ ทั้งชุด ปล่อยเป็นสามรีโปใต้ Apache-2.0 พร้อมลีดเดอร์บอร์ดสาธารณะที่ pipette.liquid.ai/leaderboard
โครงสร้าง — สามรีโป และแอปที่รันบนเครื่องจริง
Pipette แยกเป็นสามส่วนที่ชัดเจน ทั้งหมด Apache-2.0:
pipette-clients(Rust) — ตัวรันวัดจริง ทั้ง CLI บนเครื่องโฮสต์และ แอป iOS แบบ native Swift กับแอป Android ที่คอมไพล์เอนจินเข้าไปในตัว รองรับรันไทม์ llama.cpp, MLX, OpenVINO, vLLM และ SGLangpipette-mgmt(Rust/Axum) — เซิร์ฟเวอร์ที่เสิร์ฟแค็ตตาล็อกเบนช์มาร์กแบบมีเวอร์ชัน รับผลการวัดเข้ามา และเขียนลง Parquetpipette-scores(Python) — บริการประเมินคุณภาพแบบ stateless ที่ “ไม่รู้จักโมเดล” (model-blind) ทำหน้าที่เสิร์ฟ prompt และให้คะแนนคำตอบ
การแยกแบบนี้มีเหตุผล: ตัววัดความเร็วไม่ควรรู้ว่ากำลังวัดโมเดลของใคร และตัวให้คะแนนคุณภาพไม่ควรรู้ว่าคำตอบมาจากเครื่องอะไร
จุดที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือวิธีวัดสี่มิติ Liquid AI ระบุเองว่า “ความเร็วและหน่วยความจำวัดบนเครื่อง ส่วนคุณภาพประเมินบน H100” — นี่เป็นความซื่อสัตย์เชิงวิธีการที่ควรชม เพราะการรันชุดประเมินคุณภาพเต็มรูปแบบบนโทรศัพท์นั้นช้าจนไม่มีใครทำ แต่ก็แปลว่าคะแนนคุณภาพที่เห็นคือคะแนนของ น้ำหนักที่ควอนต์แล้ว ไม่ใช่คะแนนที่รวมผลกระทบของรันไทม์บนอุปกรณ์เข้าไปด้วย
ลีดเดอร์บอร์ดชุดแรกครอบคลุมโมเดล 35+ ตัว — Liquid AI เอง, Mistral, Qwen, Llama, Gemma และอื่น ๆ ส่วนใหญ่เป็น GGUF — วัดบน Galaxy S26 Ultra, MacBook Pro และ iPhone 17 Pro และ Liquid AI ระบุว่า Artificial Analysis ตรวจสอบวิธีการให้อย่างอิสระ
สิ่งที่ลีดเดอร์บอร์ดพยายามทำให้เห็น
มุมมองที่ Pipette เสนอไม่ใช่ตารางอันดับเดียว แต่เป็นชุดคำถามที่คนดีพลอยจริงถาม:
- ความเร็วลดลงแค่ไหนเมื่อ context ยาวขึ้น (ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ context สั้น)
- ต้องใช้หน่วยความจำเท่าไหร่ถึงจะได้ throughput ระดับที่ต้องการ
- Pareto frontier ระหว่างคุณภาพกับความเร็ว — โมเดลไหนที่ไม่มีใครดีกว่าทั้งสองด้านพร้อมกัน
- การจัดอันดับภายในกลุ่มขนาดเดียวกัน
ข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดจากการวัดแบบนี้คือสิ่งที่ตารางแบบเดิมมองไม่เห็นเลย: โมเดลสองตัวที่พารามิเตอร์เท่ากัน ควอนต์เดียวกัน บนเครื่องเดียวกัน ยังรักษา throughput ที่ context ยาวได้ต่างกันมาก เพราะโครงสร้าง attention และ KV cache ต่างกัน — ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่มีทางปรากฏในเบนช์มาร์กที่รายงานเลขเดียวต่อโมเดล
ณ เวลาที่เขียน ระบบยังอยู่ในช่วง preview: Liquid AI บอกว่ากำลัง “วางแผนเพิ่มการรับผลจากชุมชนเร็ว ๆ นี้” ดังนั้นตอนนี้ยังเป็นข้อมูลที่พวกเขารันเองเป็นหลัก ไม่ใช่ crowdsourced เต็มรูปแบบ
มุมมอง AI Curator
Liquid AI มีผลประโยชน์ทับซ้อนตรงนี้อย่างชัดเจน — พวกเขาขายโมเดล LFM ที่ออกแบบมาเพื่อ edge โดยเฉพาะ และเบนช์มาร์กที่วัด “ความเร็วที่ context ยาวบนอุปกรณ์จริง” ก็บังเอิญเป็นมิติที่สถาปัตยกรรมของพวกเขาได้เปรียบพอดี ผู้อ่านควรถือข้อนี้ไว้ตลอด และมันเป็นเหตุผลที่การให้ Artificial Analysis ตรวจวิธีการ กับการปล่อยโค้ดทั้งหมดใต้ Apache-2.0 มีน้ำหนักจริง — ไม่ใช่เพราะมันลบผลประโยชน์ทับซ้อน แต่เพราะมันทำให้ตรวจสอบได้ ถ้าใครคิดว่าลีดเดอร์บอร์ดลำเอียง ก็ไปรันเองแล้วเถียงด้วยตัวเลข
แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามีค่ากว่าลีดเดอร์บอร์ดคือ pipette-clients ต่างหาก การมีตัวรันวัดที่คอมไพล์เป็นแอป iOS/Android ได้ และครอบคลุม llama.cpp, MLX, OpenVINO, vLLM, SGLang ในเครื่องมือเดียว แปลว่าทีมที่จะเอาโมเดลลงมือถือมี เครื่องมือวัดที่ใช้กับฮาร์ดแวร์ของตลาดตัวเองได้จริง — ไม่ต้องเชื่อลีดเดอร์บอร์ดของใคร
และนี่คือจุดที่มันตรงกับปัญหาไทย/เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเจ็บปวด อุปกรณ์สามเครื่องบนลีดเดอร์บอร์ด — Galaxy S26 Ultra, iPhone 17 Pro, MacBook Pro — คือเครื่องท็อปทั้งหมด ตลาดจริงของภูมิภาคนี้ไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ที่ Android ระดับกลาง RAM 6-8GB ที่ใช้ชิปรุ่นสองสามปีก่อน ตัวเลข throughput จาก S26 Ultra บอกอะไรเกี่ยวกับเครื่องเหล่านั้นได้น้อยมาก เพราะคอขวดคนละจุดกันสิ้นเชิง (thermal throttling และแบนด์วิดท์หน่วยความจำ ไม่ใช่ compute ดิบ) เครื่องมือ Apache-2.0 ที่รันวัดเองได้จึงมีค่ากับนักพัฒนาไทยมากกว่าลีดเดอร์บอร์ดที่ Liquid AI รันให้ — และถ้ามีทีมในภูมิภาคนี้เก็บข้อมูลจากเครื่องระดับกลางแล้วเผยแพร่ นั่นจะเป็นข้อมูลที่ไม่มีใครในซิลิคอนแวลลีย์ผลิตให้เราได้
ประเด็นสุดท้ายที่ควรจับตา: การที่เบนช์มาร์กเริ่มยอมรับว่า รันไทม์เป็นตัวแปรที่ต้องวัด ไม่ใช่รายละเอียดที่ละไว้ เป็นสัญญาณว่าวงการ local LLM กำลังโตขึ้นจากยุค “โพสต์ tok/s ของตัวเองบน Reddit” ไปสู่วิศวกรรมที่วัดซ้ำได้ ถ้า Pipette เปิดรับผลจากชุมชนได้จริงตามที่บอก และข้อมูลไม่ถูกกรองให้เข้าข้างเจ้าของแพลตฟอร์ม มันมีโอกาสกลายเป็นสิ่งที่วงการนี้ขาดมานาน — แต่ “ถ้า” ทั้งสองข้อนั้นยังพิสูจน์ไม่ได้ในวันนี้
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด เครื่องมือนักพัฒนา
Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ
Betelgeuse ฟอร์ก llama.cpp ที่เปิดเมื่อ 31 ต.ค. ดึง expert จาก NVMe เข้า VRAM ตามต้องการ อ้าง 22 tok/s แบบไม่ทิ้ง expert แต่ README เตือนเองว่ายังทดลองและตัวเลขมาจากคนละรอบ วันเดียวกันผู้พัฒนา Basalt เผยผลวัดว่าแฟล็กเร่งความเร็วทำคุณภาพ Q8 ตกไปใกล้ Q2
กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง
ต่อจากที่เราพบกฎนี้ในไบนารี Claude Code ผู้ใช้เริ่มรายงานว่างานเชิงพาณิชย์ถูกปฏิเสธ และ Tom's Hardware กับ Mashable หยิบไปรายงาน แต่เมื่อไล่ issue ที่อ้างถึง พบว่าหลายรายการเกิดก่อนกฎจะมา จึงน่าจะเป็นตัวกรองด้านไซเบอร์ ส่วน Anthropic ยังไม่ชี้แจง
Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้
รายงานอิสระพบว่าฟีเจอร์ agent_summary ของ Claude Code ส่ง transcript เต็มของ background agent ไปถามสถานะทุก ~30 วินาที คิดเป็น 16.4% ของค่าใช้จ่ายในระบบของผู้วัด Issue เปิดมาตั้งแต่ ส.ค. ยังไม่มีสวิตช์ปิดที่รองรับ เราตรวจพบโค้ดนี้ใน 2.1.314 และพบกฎใหม่เรื่องเกมที่ไม่อยู่ใน changelog