ข้ามไปยังเนื้อหา
โมเดลเดียวกัน 9 harness ต่างกัน 17 เท่าในค่าใช้จ่ายต่องานที่ผ่าน — แต่ครึ่งหนึ่งของโจทย์ในเบนช์มาร์กนี้ทุก harness ได้ผลเท่ากันหมด
เครื่องมือนักพัฒนา

โมเดลเดียวกัน 9 harness ต่างกัน 17 เท่าในค่าใช้จ่ายต่องานที่ผ่าน — แต่ครึ่งหนึ่งของโจทย์ในเบนช์มาร์กนี้ทุก harness ได้ผลเท่ากันหมด

อ่าน 8 นาที ที่มา: FrontierHarness Eval

วันที่ 2 ก.ย. 2026 มีโปรเจกต์ชื่อ FrontierHarness Eval ขึ้น Show HN พร้อมพาดหัวที่ตรงประเด็นที่สุดที่วงการ coding agent ค้างคาอยู่ตอนนี้: “9 harness, โมเดลเดียวกัน, ต้นทุนต่องานที่ผ่านต่างกัน 17 เท่า” — คือมันล็อกโมเดลไว้ตัวเดียว (Kimi K3) แล้วเปลี่ยนเฉพาะ harness คือชั้นซอฟต์แวร์ที่ห่อโมเดลไว้ ตัวที่จัดการลูป ทูล คอนเท็กซ์ และการแคช

คำถามนี้สำคัญขึ้นมากในสัปดาห์นี้ เพราะกรณี curl 8.22.0 ที่สตาร์ตอัปเล็ก ๆ หา CVE เจอหกตัวด้วยการ “ห่อ harness รอบโมเดลที่มีอยู่แล้ว” และการที่ Google ปล่อย Gemini 3.8 Flash Cyber มาคู่กับ harness ชื่อ CodeMender แทนที่จะปล่อยโมเดลเปล่า ล้วนชี้ไปทางเดียวกัน คือ harness เป็นตัวแปรที่มีน้ำหนักเทียบเท่าหรือมากกว่าการเลือกโมเดล FrontierHarness คือความพยายามแรก ๆ ที่จะวัดมันเป็นตัวเลข และที่สำคัญคือมันเผยแพร่ ข้อมูลดิบทั้งชุด ออกมาด้วย — ซึ่งเมื่อเปิดอ่าน จะพบสามอย่างที่หน้าเว็บไม่ได้เขียนไว้

ตัวเลขที่ได้ และตัวเลขที่ต้องอ่านคู่กัน

การทดลองคือ 30 โจทย์ × 12 คอนฟิก = 360 การรัน โจทย์มาจาก Terminal-Bench 21 ข้อ และ DeepSWE (datacurve) 9 ข้อ ทุกการรันใช้ Kimi K3 และเริ่มจาก checkpoint เดียวกัน — หน้าเว็บเขียนไว้ว่า “All 360 trials start from the same fresh checkpoint restore. Formal tasks were never run early, preventing warm-cache bias.” ซึ่งเป็นการควบคุมที่ทำถูกและหาได้ยากในเบนช์มาร์กประเภทนี้

ผลรวมจากไฟล์ results/eval-data.json:

harnessอัตราผ่านผ่าน/30ต้นทุนต่องานที่ผ่านcache hitโทเคนอินพุตเฉลี่ย
codex66.7%20$3.4788%4,700,224
dsh-creator63.3%19$3.2884%2,119,233
claude-code63.3%19$18.3468%1,903,406
pi-responses60.0%18$2.4379%638,339
dsh-ptc60.0%18$4.5887%802,528
dsh-standard60.0%18$3.4686%2,109,079
oh-my-pi56.7%17$4.7582%2,009,006
kimi-code56.7%17$3.6588%3,395,606
dsh-minimal56.7%17$4.7285%4,790,827
exo53.3%16$1.0570%375,126
opencode50.0%15$3.2478%153,533
hermes50.0%15$2.9086%1,805,810

ตัวเลข 17 เท่ามาจาก $18.34 ÷ $1.05 และสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ช่องอัตราผ่านแคบมาก — ห่างกันแค่ 50.0% ถึง 66.7% หรือ 5 โจทย์จาก 30 ข้อ ขณะที่ช่องต้นทุนกว้าง 17 เท่า นี่คือสารหลักของงานนี้และมันถูก: ถ้าคุณเลือก harness ผิด คุณไม่ได้เสียความสามารถมากนัก แต่เสียเงินมหาศาล

ที่ต้องอ่านคู่กันคือ โทเคนอินพุตไม่ใช่ต้นทุน codex ใช้โทเคนอินพุตเฉลี่ย 4.7 ล้าน มากกว่า claude-code ที่ 1.9 ล้านถึง 2.5 เท่า แต่จ่ายถูกกว่า 5.3 เท่าต่องานที่ผ่าน ตัวแปรที่อธิบายคือ cache hit rate (88% กับ 68%) — และหน้าเว็บเองก็เตือนไว้ตรง ๆ ว่า “Cache hit rate is not cost. A cached 300-turn failure can still burn more than a short cache miss.”

สามอย่างที่อยู่ในข้อมูลดิบแต่ไม่อยู่บนหน้าเว็บ

หนึ่ง — หนึ่งการรันต่อหนึ่งช่อง ไม่มีการรันซ้ำ 360 = 30 × 12 พอดี และในไฟล์ผลลัพธ์ ทุกโจทย์มี completed: 12 เท่ากันหมด แปลว่าแต่ละคู่ (โจทย์, คอนฟิก) ถูกรันครั้งเดียว ไม่มีการวัดความแปรปรวน ไม่มี error bar ทั้งที่งานเอเจนต์เป็นงานสุ่มโดยธรรมชาติ ระยะห่างระหว่างที่หนึ่งกับที่โหล่คือ 5 ผลลัพธ์จาก 30 — บนการรันครั้งเดียว ระยะห่างขนาดนี้อยู่ในช่วงที่ noise อธิบายได้สบาย ๆ

สอง — ครึ่งหนึ่งของโจทย์ไม่แยกแยะอะไรเลย นับจากช่อง successful ของแต่ละโจทย์: 12 โจทย์จาก 30 ผ่านครบทั้ง 12 คอนฟิก และอีก 3 โจทย์ไม่มีคอนฟิกไหนผ่านเลย (kv-store-grpc, largest-eigenval, scc-bounded-memory-spilling) รวมเป็น 15 โจทย์ที่ให้ข้อมูลเป็นศูนย์ อันดับทั้งตารางถูกตัดสินบน โจทย์ที่เหลือ 15 ข้อ เท่านั้น เมื่อรวมกับข้อหนึ่ง — 15 โจทย์ที่แยกแยะได้ รันข้อละครั้ง — ตารางอันดับนี้ควรอ่านเป็น “สัญญาณ” ไม่ใช่ “การจัดอันดับ”

สาม — ตัวเลข 17 เท่าขึ้นกับว่าเลือกคอลัมน์ไหน ไฟล์ผลลัพธ์มีคอลัมน์ต้นทุนสามคอลัมน์ และให้คำตอบคนละแบบ:

  • effective_cost_per_pass → $1.05 (exo) ถึง $18.34 (claude-code) = 17 เท่า ← ตัวที่ใช้พาดหัว
  • cost_per_success_normalized → $0.12 (opencode) ถึง $4.58 (claude-code) = 38 เท่า และผู้ชนะเปลี่ยนตัว
  • median_cost_per_success_normalized → $0.061 (opencode) ถึง $0.288 (claude-code) = 4.7 เท่า

ชุดข้อมูลเดียวกัน ให้ได้ทั้ง 4.7 เท่า 17 เท่า และ 38 เท่า ขึ้นกับว่านับค่ากลางหรือค่าเฉลี่ย และนับแบบ normalized หรือไม่ การที่มัธยฐานให้ 4.7 เท่าแต่ค่าเฉลี่ยให้ 17-38 เท่า บอกว่า ความต่างส่วนใหญ่มาจากงานหางยาวไม่กี่งานที่ระเบิด ไม่ใช่ต้นทุนที่สูงกว่ากันอย่างสม่ำเสมอทุกงาน

ทำไม Claude Code ถึงออกมาเป็นตัวแพงสุด — และทำไมต้องระวังการอ่านตัวเลขนั้น

ตัวเลข $18.34 ของ claude-code โดดจากทุกตัวมาก (อันดับสองคือ $4.75) และมีสองสัญญาณในข้อมูลดิบที่ชี้ว่าอาจไม่ใช่ “Claude Code แพงกว่า 17 เท่า” ตรง ๆ

สัญญาณแรก: ช่อง cache_hit_rate_normalized ของ claude-code อยู่ที่ 25% ขณะที่ทุกตัวที่เหลืออยู่ระหว่าง 92-99% นี่ไม่ใช่ความต่างเชิงองศา แต่เป็นความต่างเชิงระดับ และมันคือช่องที่ป้อนเข้าการคำนวณต้นทุนแบบ normalized โดยตรง

สัญญาณที่สอง: ช่อง termination_anomalies ทั้งชุดมี 52 ครั้งจาก 360 (14.4%) ซึ่งไม่ได้เขียนไว้ที่ไหนบนหน้าเว็บ และ 10 ครั้งในนั้นเป็นของ claude-code ตัวเดียว (33% ของการรัน) เทียบกับ exo และ oh-my-pi ที่มีตัวละ 1 ครั้ง ตัวอย่างที่บล็อกของ Runta ยกมาเองก็สอดคล้อง — งานหนึ่งที่ Pi จบใน 90 เทิร์นด้วย $2.50 ส่วน Claude Code ใช้ 381 เทิร์นเป็นเงิน $64.36 ขณะที่ค่าเฉลี่ยเทิร์นของ claude-code ทั้งชุดคือ 49 เทิร์น คือรันนั้นหลุดออกไปไกลจากพฤติกรรมปกติมาก

การรันที่ไม่จบอย่างสะอาดหนึ่งในสามครั้ง บวกกับ cache accounting ที่ต่างจากตัวอื่นสี่เท่า อ่านได้เป็นปัญหาการต่อเชื่อม harness เข้ากับระบบวัดพอ ๆ กับที่อ่านได้ว่าเป็นคุณสมบัติของ harness เอง และเวอร์ชันที่ทดสอบคือ Claude Code v2.1.237 กับ Codex v0.148.0 ส่วนข้อมูลถูก generate ไว้ตั้งแต่ 22 ส.ค. 2026 (ช่อง generated_at) คือ 11 วันก่อนขึ้น Show HN — ในสนามที่ harness ออกเวอร์ชันใหม่กันรายสัปดาห์ นี่นานพอที่ผลจะเปลี่ยน

สิ่งที่ควรบันทึกอีกอย่างคือ ใครเป็นคนวัด: งานนี้สนับสนุนโดย Runta ซึ่งอธิบายตัวเองว่าเป็น “agent execution layer designed for token efficiency, secret protection, and governed access” — คือขายเรื่องประสิทธิภาพโทเคน และเบนช์มาร์กนี้เลือกแกนหลักเป็นต้นทุนต่องานที่ผ่าน รันบนโครงสร้างพื้นฐานของ Runta เอง โดยบล็อกของ Runta พาดหัวว่า “Pi is on the Pareto” และยก Pi เป็น “Balanced Pick” ไม่ได้แปลว่าตัวเลขผิด — ข้อมูลดิบเปิดให้ตรวจซึ่งเป็นเรื่องดีมาก — แต่แปลว่าการเลือกแกน การเลือกคอลัมน์ที่ขึ้นพาดหัว และการเลือกโจทย์ ไม่ใช่การเลือกที่เป็นกลางโดยอัตโนมัติ (รีโปที่เผยแพร่ข้อมูลนี้สร้างเมื่อ 31 ส.ค. และ ยังไม่มีไฟล์ LICENSE ซึ่งควรแก้ ถ้าตั้งใจให้คนอื่นเอาข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อ)

มุมมอง AI Curator

สิ่งที่งานนี้ทำสำเร็จ ไม่ใช่การบอกว่า harness ไหนดีที่สุด แต่คือการเปลี่ยนคำถามที่ทีมควรถาม ตลอดปีที่ผ่านมาคำถามคือ “ใช้โมเดลไหนดี” งานนี้แสดงว่าเมื่อล็อกโมเดลไว้แล้ว ตัวแปรที่เหลือยังกว้างพอที่จะเปลี่ยนบิลได้ 17 เท่าโดยที่ความสามารถแทบไม่ขยับ — และนั่นคือตัวแปรที่แทบไม่มีทีมไหนวัดเลย เพราะทุกคนมัวแต่เปรียบเทียบโมเดล

สำหรับทีมไทย ผมจะสรุปให้ใช้งานได้จริงแบบนี้: อย่าเอาตารางนี้ไปเลือก harness แต่เอาวิธีการไปทำซ้ำ เหตุผลคือช่วงอัตราผ่าน 50-67% บนโจทย์ Terminal-Bench ภาษาอังกฤษ ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับโค้ดเบสของคุณ และครึ่งหนึ่งของโจทย์ในชุดนี้ทุกตัวได้เท่ากันหมด สิ่งที่ทำซ้ำได้และคุ้มมากคือขั้นตอน: เลือกงานจริงในทีมสัก 20-30 งานที่รู้คำตอบแล้ว รันด้วย harness สองสามตัวบนโมเดลเดียวกัน แล้ววัดสามอย่าง — ผ่านไหม, จ่ายไปเท่าไร, และจบสะอาดหรือไม่ ช่อง termination_anomalies คือช่องที่คนมักไม่วัด ทั้งที่มันคือช่องที่ทำให้บิลระเบิด

ประเด็นที่กระทบกระเป๋าคนไทยตรงที่สุดคือ ความต่างอยู่ที่หางไม่ได้อยู่ที่ค่ากลาง — มัธยฐานต่างกัน 4.7 เท่า แต่ค่าเฉลี่ยต่างกัน 17-38 เท่า แปลว่างานส่วนใหญ่ราคาใกล้กัน แล้วมีไม่กี่งานที่เอเจนต์วนไม่จบและกินเงินทั้งเดือนไปในคืนเดียว ทีมที่จ่ายค่า API เป็นดอลลาร์จากงบที่ตั้งเป็นบาท ควรตั้ง hard cap ต่อ task (จำนวนเทิร์นสูงสุด งบสูงสุดต่องาน timeout) ก่อนจะไปนั่งเลือก harness ด้วยซ้ำ เพราะ cap ป้องกันเคส $64 ได้ทันที ขณะที่การเปลี่ยน harness ป้องกันไม่ได้เลยถ้าไม่มี cap

และข้อสังเกตสุดท้ายที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด: สิ่งที่ทำให้เบนช์มาร์กนี้มีค่าไม่ใช่พาดหัว แต่คือการที่เขาปล่อย JSON ดิบออกมา ทุกข้อวิจารณ์ในโพสต์นี้ — การรันครั้งเดียวต่อช่อง, 15 โจทย์ที่ไม่แยกแยะ, ตัวเลขที่เปลี่ยนตามคอลัมน์, termination anomaly ที่กระจุกอยู่ที่ตัวเดียว — อ่านได้จากไฟล์ที่เขาเผยแพร่เองทั้งหมด นี่ตรงข้ามกับเบนช์มาร์กภายในที่มีแต่กราฟไม่มีตัวเลขซึ่งเราเห็นกันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในเดือนนี้ เบนช์มาร์กที่วิจารณ์ได้ยังดีกว่าเบนช์มาร์กที่สวยกว่าแต่ตรวจไม่ได้เสมอ — และมาตรฐานขั้นต่ำที่วงการควรเรียกร้องคือข้อมูลดิบ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบของวิธีวัด

แหล่งข่าว

บทความนี้เรียบเรียงจากแหล่งข่าวต้นทาง — FrontierHarness Eval

เนื้อหาบน blog นี้สร้างโดย AI โดยมีการกำกับบรรณาธิการจากมนุษย์

อ่านเพิ่มในหมวด เครื่องมือนักพัฒนา

Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ
เครื่องมือนักพัฒนา

Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ

Betelgeuse ฟอร์ก llama.cpp ที่เปิดเมื่อ 31 ต.ค. ดึง expert จาก NVMe เข้า VRAM ตามต้องการ อ้าง 22 tok/s แบบไม่ทิ้ง expert แต่ README เตือนเองว่ายังทดลองและตัวเลขมาจากคนละรอบ วันเดียวกันผู้พัฒนา Basalt เผยผลวัดว่าแฟล็กเร่งความเร็วทำคุณภาพ Q8 ตกไปใกล้ Q2

· อ่าน 5 นาที
กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง
เครื่องมือนักพัฒนา

กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง

ต่อจากที่เราพบกฎนี้ในไบนารี Claude Code ผู้ใช้เริ่มรายงานว่างานเชิงพาณิชย์ถูกปฏิเสธ และ Tom's Hardware กับ Mashable หยิบไปรายงาน แต่เมื่อไล่ issue ที่อ้างถึง พบว่าหลายรายการเกิดก่อนกฎจะมา จึงน่าจะเป็นตัวกรองด้านไซเบอร์ ส่วน Anthropic ยังไม่ชี้แจง

· อ่าน 4 นาที
Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้
เครื่องมือนักพัฒนา

Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้

รายงานอิสระพบว่าฟีเจอร์ agent_summary ของ Claude Code ส่ง transcript เต็มของ background agent ไปถามสถานะทุก ~30 วินาที คิดเป็น 16.4% ของค่าใช้จ่ายในระบบของผู้วัด Issue เปิดมาตั้งแต่ ส.ค. ยังไม่มีสวิตช์ปิดที่รองรับ เราตรวจพบโค้ดนี้ใน 2.1.314 และพบกฎใหม่เรื่องเกมที่ไม่อยู่ใน changelog

· อ่าน 4 นาที