Opus 4.8 ทำไม่สำเร็จ Opus 5 ออกมาแล้วทำได้ใน 3 ชั่วโมง: รายงาน Hacktron เล่าการเจาะ OpenAI ผ่านรูใน libheif — และบิลค่าโทเคนทั้งแคมเปญไม่ถึง $3,000
หมายเหตุ: รายงานฉบับนี้เผยแพร่เมื่อ 13 ก.ย. 2026 (อัปเดตข้อมูลแพตช์ 14 ก.ย.) เราไม่ได้เขียนถึงในรอบนั้นและหยิบมาเล่าย้อนหลัง เพราะเนื้อหาส่วนที่ วัด “ความสามารถของโมเดลในการเขียน exploit” เป็นข้อมูลที่หาได้ยากมาก และ ช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องถูกแพตช์เรียบร้อยแล้วทั้งหมด
ข่าวความปลอดภัยส่วนใหญ่อ่านแล้วลืม แต่รายงานของทีม Hacktron ฉบับนี้ต่างออกไป เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่อง “มีคนเจาะ OpenAI ได้” — มันคือบันทึกภาคสนามที่ระบุชัดว่า โมเดลรุ่นไหนทำงานเขียน exploit ได้ถึงระดับไหน และต้นทุนเท่าไร ซึ่งเป็นข้อมูล ที่ benchmark สาธารณะตัวไหนก็ไม่ให้
เรื่องย่อ: 25 ก.ค. 2026 ทีมสามคนของ Hacktron (Harsh Jaiswal, Mohan Pedhapati,
Rahul Maini) ต่อช่องโหว่สองตัวเข้าด้วยกันจนเข้าถึงบัญชี ChatGPT ของพนักงาน OpenAI
หลายคน และผ่านบัญชีนั้นเข้าถึงรีโปภายในขององค์กรได้ เพื่อพิสูจน์ว่าเข้าถึงได้จริง
โดยไม่ต้องอ่านข้อมูลลับ พวกเขาสั่ง Codex ของพนักงานคนหนึ่งให้เปิด pull request
ในโมโนรีโป openai/openai แล้วหยุดทดสอบทันที ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มค้นจนได้สิทธิ์
ใช้เวลาไม่ถึง 72 ชั่วโมง
ห่วงโซ่: จากรูปภาพหนึ่งใบ ถึงโมโนรีโปภายใน
จุดเริ่มคือกระดานสนทนา community.openai.com ซึ่งรันบน Discourse และรองรับ
“Sign in with OpenAI” ผ่าน auth.openai.com ทีม Hacktron มองว่าตัว Discourse
เองเจาะยาก จึงไปเล่นกับ dependency แทน
23 ก.ค. พวกเขาไล่ดู pipeline อัปโหลดรูปของ Discourse แล้วพบว่าไฟล์ HEIC/HEIF
เดินทางไม่เหมือนไฟล์อื่น — ปกติ Discourse ใช้ FastImage ตรวจรูป แต่ FastImage
ไม่รองรับ HEIF จึงส่งไฟล์พวกนี้ต่อให้คำสั่ง magick ของ ImageMagick แปลงร่าง
ซึ่งเท่ากับเปิด parser ของ libheif ให้รับไฟล์ที่ผู้โจมตีควบคุมได้โดยตรง
จากนั้นคือส่วนที่น่าสนใจ: พวกเขาเปิดเซสชัน Opus 4.8 พร้อม Docker image ของ
Discourse แล้วสั่งให้ตรวจแพ็กเกจ libheif ที่ติดตั้งอยู่ ผลคือโมเดลพบว่า
แพตช์ความปลอดภัยบางตัวไม่ถูก backport มา — สาเหตุที่รายงานชี้ไว้น่าสนใจมาก
สำหรับคนทำ supply chain: โค้ดที่มีปัญหาถูกแก้ที่ upstream ตั้งแต่ปีก่อน แต่
คอมมิตนั้นไม่ได้ระบุว่าเป็นการแก้ด้านความปลอดภัยและไม่มี CVE ดิสโทรจึงไม่มี
สัญญาณให้ backport Debian 12 ส่ง libheif เวอร์ชัน 1.19.7 (Discourse image
ใช้ฐานนี้) และแม้แต่ Debian 13 ก็ยังส่ง 1.19.8 ที่มีรูอยู่ในตอนนั้น
Debian ออก DSA-6417-1 เมื่อ 8 ส.ค. 2026 รวม CVE ถึง 12 รายการใน libheif ตัวเดียว ส่วน Discourse ออกคำแนะนำ GHSA-vhm9-85gw-x335 เมื่อ 28 ก.ค. พร้อมเพิ่ม sandbox ให้ ImageMagick เป็น defense in depth
ขั้นตอนสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ Discourse เลย — ทีมงานย้ำเองว่าช่องที่ทำให้ยกระดับ จาก “ยึดกระดานสนทนา” เป็น “ยึดบัญชี ChatGPT/Codex” คือ SSO misconfiguration ฝั่ง OpenAI ไม่ใช่บั๊กของ Discourse ถ้าบริการไหนก็ตามที่ใช้ OpenAI SSO ถูกเจาะ ผลลัพธ์ก็จะเหมือนกัน และเนื่องจากผู้ใช้เชื่อมต่อ GitHub, Slack, อีเมล เข้ากับ Codex/ChatGPT ขอบเขตความเสียหายที่เป็นไปได้จึงกว้างมาก
ส่วนที่นักพัฒนาควรอ่านที่สุด: โมเดลไหนทำได้แค่ไหน
นี่คือเหตุผลหลักที่เราหยิบเรื่องนี้มาเขียน รายงานบันทึกลำดับเวลาไว้ละเอียดผิดปกติ
- 24 ก.ค. — ใช้ Opus 4.8 พัฒนา exploit ที่รันได้จริงกับ ImageMagick/libheif ในสภาพ ปิด ASLR สำเร็จ
- จากนั้นเปิดหลายเซสชันเพื่อทำให้มันเสถียรกับคอนฟิกมาตรฐานของ Discourse ที่ เปิด ASLR — รายงานใช้คำว่า “wasn’t fruitful” คือทำไม่สำเร็จ
- เย็นวันนั้น Anthropic ปล่อย Claude Opus 5 ทีมเปิดเซสชันใหม่ ได้ exploit
ที่ใช้งานได้บน ARM64 (เครื่อง Mac ในเครื่อง) ภายใน 3 ชั่วโมง แล้วสั่งให้
พอร์ตไปยังสภาพแวดล้อม x86-64 และคอนฟิก
jemallocที่ Discourse ใช้ - 06:00 น. 25 ก.ค. — ยืนยัน RCE ในเครื่องผ่านการอัปโหลดรูปสำเร็จ
- จากนั้นปล่อย Claude ทำงานแบบอัตโนมัติในลูป
/goalยิงใส่อินสแตนซ์ Discourse Cloud ของตัวเอง โดย proxy ผ่านrce.ee/ctf-forumเพื่อให้ดูเหมือน เป้าหมาย CTF — เพราะ Opus ปฏิเสธที่จะเขียน exploit สำหรับอินสแตนซ์ระยะไกล - 10:00 น. — กลับมาดูอีกที agent ทำ RCE บน Discourse Cloud สำเร็จแล้ว และ
พิสูจน์ด้วยการอ่าน
/etc/hosts
ข้อสรุปเรื่องความสามารถที่ทีมเขียนไว้ตรง ๆ: “Opus 4.8 ดิ้นรนอยู่หลายเซสชันกว่าจะ ทำ exploit ที่ทำงานกับ ASLR ไม่สำเร็จ ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลัง Opus 5 ออก เราให้ โจทย์เดียวกันแล้วมันทำได้” และเขายังระบุว่าเห็นก้าวกระโดดอีกครั้งจาก Opus 5 ไป GPT-5.6 Sol ในสถานการณ์ที่ยากกว่า — คือต้องเจาะโดยไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับระบบ เป้าหมาย นอกจากว่ามันมีช่องโหว่
ตัวเลขต้นทุนที่ควรทำให้ทุกคนหยุดคิด
ช่องโหว่ libheif ไม่ได้ถูกใช้กับ OpenAI เจ้าเดียว Hacktron ขยายเป็นงานวิจัยชื่อ
HEIF Heist ไล่ตาม libheif ข้ามผลิตภัณฑ์ — ในรายงานระบุถึง Slack, Zoom,
Meta, GitHub Enterprise, Ruby on Rails และเฟรมเวิร์ก Node.js อย่าง Next.js,
Astro และ Gatsby ตัวเลขที่เขาให้ไว้:
- แคมเปญทั้งหมด: 2 เดือน, นักวิจัย 3 คน, ค่าโทเคนรวมไม่ถึง $3,000
- ปรับ exploit ให้เข้ากับเป้าหมายใหม่แต่ละราย: 1–2 วัน
- การเจาะ Discourse/OpenAI: “ใช้เวลาของ agent ไม่กี่วัน และเวลาของมนุษย์แค่ไม่กี่ชั่วโมง”
- แต่ละเป้าหมายเริ่มจากการอัปโหลดรูปหนึ่งใบ โดยส่วนใหญ่ ไม่รู้เวอร์ชัน libheif, ไม่รู้เวอร์ชัน libc, ไม่รู้สภาพแวดล้อม deploy
- และบรรทัดที่หนักที่สุด: “เราไม่ทราบว่ามีบริษัทใดตรวจจับกิจกรรมนี้ได้ ยกเว้น Shopify” ทั้งที่ส่งรูปเข้าไปหลายพันใบและตัวประมวลผลรูปแครชซ้ำแล้วซ้ำอีก
OpenAI จ่ายรางวัล $6,500 เมื่อ 1 ก.ย. พร้อมหมายเหตุว่าการทดสอบกับ community.openai.com ที่โฮสต์โดย Discourse อยู่นอกขอบเขตโปรแกรม รางวัลนี้ให้กับ สิ่งที่พบฝั่ง OpenAI เท่านั้น ส่วนการตอบสนองเร็วมากทั้งสองฝ่าย — OpenAI ยืนยัน ว่าแก้แล้วภายในราว 14 ชั่วโมงหลังรับรายงาน ส่วน Discourse รับรายงานวันเสาร์ ตอบวันอาทิตย์ และมีแพตช์วันจันทร์
สิ่งที่ต้องทำถ้าระบบคุณรับรูปจากผู้ใช้
รายงานระบุว่า HEIF Heist ไม่ได้ผูกกับเวอร์ชันเดียว แต่กินหลายสาย (1.19.x, 1.20.x, 1.22.x, 1.23.x) ทุก deployment ที่ยังไม่ได้แพตช์ล่าสุดถือว่าเสี่ยง
- อัปเดต
libheifและlibde265ผ่านช่องทางความปลอดภัยของดิสโทรหรือ upstream โดยตรง ณ 14 ก.ย. 2026 เวอร์ชันความปลอดภัยล่าสุดของ libheif คือ v1.23.4 (v1.23.2 ถูกแทนที่ด้วยแพตช์ตามมาแล้ว) — แต่แพ็กเกจของดิสโทรอาจ backport แพตช์โดยยังใช้เลขเวอร์ชันเก่า ให้ดูประกาศความปลอดภัยของแพ็กเกจประกอบ - ถ้ารัน Discourse เอง ให้ rebuild ไม่ใช่แค่อัปเดตผ่านหน้าเว็บ — คำเตือนใน
รายงานชัดเจนว่า Docker image เก่าอาจยังมี libheif ที่มีรูอยู่:
git pullแล้ว./launcher rebuild appจาก/var/discourse(ลูกค้าที่ Discourse โฮสต์ให้ถูกแพตช์ไปแล้ว) - ปิดการถอดรหัส HEIF/AVIF ที่ไม่จำเป็น ถ้าแอปคุณไม่ต้องรับไฟล์
.heic.heif.avifจากผู้ใช้ ก็ปฏิเสธมันไปเลยตั้งแต่ชั้นแรก - แยก pipeline ประมวลผลรูปออกเป็น sandbox ที่ใช้แล้วทิ้ง — ImageMagick มี
policy.xmlที่จำกัดฟอร์แมตและทรัพยากรที่ยอมรับได้ ใช้มัน
มุมมอง AI Curator
บทสรุปของรายงานพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า security through complexity — เป็นเวลานาน ที่ช่องโหว่ memory corruption ถูก “รู้” กันอย่างเปิดเผยได้โดยไม่อันตรายมาก เพราะ การเปลี่ยนบั๊กให้เป็น exploit ที่เสถียรต้องใช้ความเชี่ยวชาญหายาก เวลามหาศาล และ ความรู้เรื่องสภาพแวดล้อมของเป้าหมาย 0-day จึงถูกเก็บไว้ใช้กับเป้าหมายมูลค่าสูง เท่านั้น บริษัททั่วไปได้รับการปกป้องจาก “ต้นทุนของการโจมตี” มากกว่าจากมาตรการ ความปลอดภัยของตัวเอง
ตัวเลข $3,000 ต่อแคมเปญสองเดือนคือการประกาศว่ากำแพงนั้นหมดอายุแล้ว สิ่งที่เคย ต้องใช้ทีมที่มีทุนหนาและเวลาหลายเดือน ตอนนี้ย่อลงเหลือไม่กี่วันด้วยงบที่ startup ไทยขนาดเล็กก็จ่ายไหว
สำหรับผู้อ่านชาวไทยและ SEA เราคิดว่ามีสองประเด็นที่ต้องแยกให้ออก
หนึ่ง — นี่ไม่ใช่เรื่อง “AI จะแฮ็กเราเอง” รายงานเขียนชัดว่า “This was not completely autonomous hacking, and skilled human guidance remained important” มนุษย์ยังเป็นคนตั้งสมมติฐาน เลือกเป้าหมาย และตัดสินใจ สิ่งที่เปลี่ยนคือ อัตราส่วนงานต่อคน ทีมสามคนทำงานได้เท่าทีมสามสิบคน นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่เชิงเวทมนตร์
สอง — ฝั่งตั้งรับต้องอัปเดตสมมติฐาน ไม่ใช่แค่ patch level บรรทัดที่ควรทำให้ ทีม security ในไทยนอนไม่หลับไม่ใช่ตัวเลข $3,000 แต่คือประโยคว่ามีเพียง Shopify เจ้าเดียวที่ตรวจจับได้ ทั้งที่มีรูปหลายพันใบและ image processor แครชซ้ำ ๆ ถ้าองค์กรระดับนั้นยังไม่เห็น ระบบ monitoring ของเราที่ดู error rate เป็นรายชั่วโมง จะเห็นได้อย่างไร? คำถามที่ควรถามพรุ่งนี้เช้าคือ: ถ้า service ที่แปลงรูปของเรา segfault 50 ครั้งในหนึ่งชั่วโมง มีใครได้รับ alert หรือไม่ — หรือมันแค่ถูก restart โดย Kubernetes เงียบ ๆ?
และมีบทเรียนที่สามที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง: ต้นตอของเรื่องทั้งหมดคือคอมมิต upstream ที่แก้บั๊กด้านความปลอดภัยแต่ไม่ได้ติดป้ายว่าเป็นการแก้ความปลอดภัย และไม่มี CVE ทุกวันนี้เครื่องมือ scan dependency ของเราทำงานบนฐานข้อมูล CVE เกือบทั้งหมด แปลว่ามีช่องโหว่ประเภทนี้ — ที่ถูกแก้แล้วแต่ไม่มีใครติดป้าย — มองไม่เห็นด้วย เครื่องมือปกติ ในขณะที่โมเดลอย่าง Opus 4.8 อ่านโค้ดแล้วเจอ ถ้าฝ่ายโจมตีใช้ AI อ่าน diff ของ upstream เพื่อหาแพตช์ที่ดิสโทรพลาด ฝ่ายตั้งรับก็ควรใช้วิธีเดียวกัน ได้แล้ว — และนั่นน่าจะเป็นการใช้ coding agent ที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งในปีนี้
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด งานวิจัย
Anthropic ให้ Claude สร้างชุดข้อมูลที่ดูไร้พิษภัยแต่ทำโมเดลเบี้ยว ซ่อนในเรื่องเลี้ยงผึ้งและมวยปล้ำ จนผ่านระบบตรวจที่คล้ายของจริง
ทีม Alignment ของ Anthropic ให้ Claude ปีนหาชุดข้อมูล fine-tune ที่หลบ monitor ได้ ผลคือซ่อนพฤติกรรมในงานเขียนแนวบทบาทสมมติ และโมเดลที่เทรนแล้วนำไปใช้ในบุคลิกตัวเอง ผลซ้ำได้บน Qwen 3.6 27B แต่การทดลองเอื้อฝ่ายโจมตีมากและไม่ได้สะท้อนโมเดลที่ใช้งานจริง
Memdoor ทำซ้ำ GVS5H ได้: ทีม Qwen3.8-27B ห้าตัวตามทัน Fable 5 บนโจทย์ LiveCodeBench Hard แต่ผู้ทำบอกเองว่า 'เท่า' ไม่ใช่ 'ชนะ'
Memdoor ปล่อย workflow team-solve ที่เขียนวิธี GVS5H เป็น YAML ล้วนและทำคะแนน 9.8/10 บน LiveCodeBench Hard 10 ข้อ เทียบกับ 8.0 ของ Fable 5 แบบเรียกครั้งเดียว แต่ตัวอย่างเล็กและมีข้อจำกัด ส่วนงานวิจัยต้นฉบับชี้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ช่วยทุกโมเดล
QwenPU รัน LLM ซ้อนใน LLM ด้วยหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ส่วน bootgpt ทำให้เครื่อง 386 บูตเข้าโมเดลภาษาโดยไม่มี OS
ผู้สร้าง Qwenputer ปล่อย QwenPU เมื่อ 31 ต.ค. รัน stories260K ของ Karpathy บนหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ลดเหลือ 53,000 trace token ต่อหนึ่ง token เรื่องเล่า วันเดียวกัน bootgpt ใส่โมเดล int8 ขนาด 11.5KB ให้บูตบนเครื่อง 386 โดยไม่มี OS