Claude ออกแบบวงจรควอนตัมที่ดีกว่างานตีพิมพ์ 7 ใน 8 โจทย์ — ตัว decoder ของ DQI ใช้เกตน้อยลง 12 เท่า และสร้าง modular inversion แบบ reversible ใหม่บนเส้นโค้ง secp256k1 ใน 53 ชั่วโมง แต่วงจรบวกจุดยังไม่ชนะ Schrottenloher ทุกด้าน
วันที่ 16 ตุลาคม 2026 Anthropic เผยแพร่บทความ “Designing more efficient quantum circuits with Claude” พร้อมเปเปอร์ arXiv “Discovering state-of-the-art quantum circuits with large language models” (ส่งขึ้น arXiv 15 ต.ค.) งานนี้นำโดย Andi Gu จากโครงการ STEM Fellows ของ Anthropic ร่วมกับ Susanne Yelin และ Mikhail Lukin จาก Harvard (Lukin สังกัด QuEra Computing ด้วย)
โจทย์คือให้ Claude ออกแบบวงจรควอนตัมพื้นฐาน 8 ตัว ที่อัลกอริทึมใหญ่ด้านเคมี การหาค่าเหมาะสุด การจำลองฟิสิกส์ และทฤษฎีจำนวนต้องเรียกใช้ซ้ำ ๆ โดยรับแค่สเปกเป็นภาษาธรรมดากับตัวตรวจอัตโนมัติที่ให้คะแนนแต่ละแบบ ผลที่ได้ในหลายโจทย์ดีกว่างานตีพิมพ์ที่ดีที่สุดหลายเท่า ข่าวนี้ออกมาเพียงวันเดียวหลังงาน Claude ไขที่มาของ seed เส้นโค้ง NIST และเป็นอีกตัวอย่างของ Anthropic ที่ใช้โมเดลทำงานวิจัยจริงที่ตรวจคำตอบได้
วิธีทำ: ลูปวิวัฒนาการ + ตัวตรวจที่เป็น ground truth
เปเปอร์ระบุว่าใช้ OpenEvolve (เฟรมเวิร์กค้นหาแบบวิวัฒนาการโอเพนซอร์ส) โดยมี Claude Mythos 5 เป็นตัวเสนอสถาปัตยกรรมวงจรและแก้โปรแกรม แต่ละวงจรเขียนเป็นโปรแกรม Python ที่สร้างวงจร ไม่ใช่ลำดับเกตแบน ๆ โมเดลจึงแก้ระดับอัลกอริทึมได้ทีละจุดแล้วผลกระจายไปทุกที่ที่เรียกใช้
คะแนนคือ T×Q หรือจำนวนเกต Toffoli คูณจำนวน qubit สูงสุดที่ใช้พร้อมกัน ตัวตรวจรันวงจรกับอินพุตทดสอบนับหมื่นถึงหลายสิบล้านชุดแล้วคืนผลว่าถูกหรือไม่และใช้ทรัพยากรเท่าไร โมเดล “has no access to the evaluator beyond the feedback returned after each submission” และการเลือกตัวแบบที่เก็บไว้ใช้ MAP-Elites เพื่อรักษาความหลากหลายระหว่างแบบที่ประหยัด qubit กับแบบที่ประหยัดเกต
ผลลัพธ์: ดีกว่าชัดเจนใน 7 โจทย์
ตาราง Table I ในเปเปอร์ (T = Toffoli, Q = qubit, G = อัตราส่วน T×Q ของ baseline ต่อของ Claude)
| โจทย์ | Baseline (T, Q) | Claude (T, Q) | ดีขึ้น |
|---|---|---|---|
| Reed–Solomon DQI decoder | 5.1M, 1,938 | 440K, 1,837 | 12× |
| HHL rotation angle | 16K, 300 | 1,348, 115 | 32× |
| Coulomb potential | 6,355, 252 | 1,140, 142 | 9.9× |
| Fixed-point Gaussian | 24K, 362 | 1,583, 139 | 39× |
| Fe₂S₂ alias–Select | 55K, 139 | 15K, 126 | 4.1× |
| Nonabelian lattice-gauge | 1.3M, 1,927 | 170K, 1,859 | 7.7× |
เคสที่บทความเลือกเล่าคือ Reed–Solomon decoder ซึ่งเป็นขั้นที่แพงที่สุดของอัลกอริทึม Decoded Quantum Interferometry (DQI) หนึ่งในผู้สมัครที่น่าจะให้ speedup แบบ superpolynomial บนปัญหาการหาค่าเหมาะสุด Claude ทิ้ง extended Euclidean algorithm ที่ทีม Google ใช้ แล้วเปลี่ยนไปใช้ Berlekamp–Massey ที่ทำขั้นตอนแบบเดียวกันทุกรอบและจำนวนรอบคงที่ ซึ่งเข้ากับวงจรควอนตัมที่ต้องเป็นลำดับเกตตายตัว จากนั้นแทนที่จะจองหน่วยความจำไว้สำหรับกรณีเลวร้ายสุด (665 qubit) Claude เขียนตัวจำลองแล้วรัน 403 ล้านรอบ เพื่อวัดว่าค่าพิเศษเกิดบ่อยแค่ไหน แล้วจองไว้แค่ 19 qubit โดยยอมให้ล้มเหลวราว 1 ใน 10,000 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่โจทย์อนุญาต
ข้อควรรู้หนึ่งข้อ: โจทย์ที่ 8 Hermitian DQI decoder ที่เปเปอร์รายงานว่าลด Toffoli ได้ 110 เท่า ใช้ baseline ที่ทีมเขียนเองแบบ naive เพราะ “no prior reversible compilation exists in the literature” ตัวเลขนั้นจึงไม่ใช่การชนะงานตีพิมพ์ ตารางเลยไม่ใส่อัตราส่วนให้
Modular inversion บน secp256k1: ใหม่จริง แต่ไม่ได้ชนะทุกแกน
โจทย์ที่ยากที่สุดคือการบวกจุดบนเส้นโค้งวงรี ขั้นที่กินทรัพยากรมากที่สุดในอัลกอริทึมของ Shor สำหรับแก้ discrete log บนเส้นโค้ง เปเปอร์ใช้ prime p = 2²⁵⁶ − 2³² − 977 ซึ่งคือ เส้นโค้ง secp256k1 ที่ Bitcoin และ Ethereum ใช้ Claude ทำงานต่อเนื่อง 53 ชั่วโมง โดยคนป้อนแค่บรีฟเริ่มต้นกับคำกระตุ้นเป็นครั้งคราว
ผลคือสถาปัตยกรรม modular inversion แบบใหม่ที่ใช้ divsteps (อัลกอริทึมที่ libsecp256k1 ใช้บนคอมพิวเตอร์ปกติ) ปัญหาเดิมคือวงจรควอนตัมต้องเก็บประวัติว่าแต่ละรอบเลือกทางไหนเพื่อย้อนกลับได้ ซึ่งกิน qubit มหาศาล Claude พิสูจน์เอกลักษณ์ทางพีชคณิตชุดใหม่ที่ทำให้ ถอดรหัสทางที่เลือกกลับมาจากตัวเลขที่เหลือได้ แล้วตรวจด้วยการจำลองขนาดใหญ่และพิสูจน์ใน Lean เปเปอร์ระบุว่า “this is the first reversible divstep inversion circuit over a prime field”
แต่ตาราง Table S3 ในภาคผนวกบอกภาพที่ละเอียดกว่าบทความ
| แบบ | Toffoli | Qubit | T×Q |
|---|---|---|---|
| Schrottenloher (2026) | 1.9M | 1,446 | 2.7×10⁹ |
| Divsteps ของ Claude | 4.0M | 935 | 3.7×10⁹ |
| Luo et al. (2026) | 70M | 838 | 5.8×10¹⁰ |
ประโยค “ใช้ qubit มากขึ้น 12% แต่เกตน้อยลง 17 เท่า” ในบทความคือการเทียบกับแบบของ Luo ที่ประหยัด qubit ที่สุด ถ้าเทียบกับ Schrottenloher แบบของ Claude ใช้ qubit น้อยกว่า 35% แต่ใช้ Toffoli มากกว่าราว 2 เท่า และค่า T×Q แย่กว่า นี่คือการขยาย Pareto frontier ไม่ใช่การชนะขาด ซึ่งเปเปอร์เขียนตรง ๆ ว่า “we report no single baseline or gain” ต่างจากย่อหน้าเปิดของบทความที่บอกว่าทั้ง 8 โจทย์ใช้ทั้ง qubit และเกตน้อยลง
มุมมอง AI Curator
สิ่งที่ควรเก็บจากงานนี้ไม่ใช่ “AI ทำให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมมาเร็วขึ้น” ซึ่งยังเป็นการคาดการณ์ แต่เป็นสูตรการทำงานที่ใช้ซ้ำได้: โจทย์ที่เขียนเป็นโค้ดได้ ตรวจถูกผิดได้อัตโนมัติ และมีคะแนนต้นทุนที่ชัด คือโจทย์ที่ลูป LLM + evaluator ทำได้ดีกว่ามนุษย์ในเวลาที่สั้นกว่ามาก บทความเทียบเองว่าการลดต้นทุน FeMoco ลง 150,000 เท่าใช้เวลาหลายกลุ่มวิจัยถึงแปดปี ขณะที่งาน elliptic curve นี้มาจากการรันครั้งเดียว 53 ชั่วโมง สูตรเดียวกันใช้ได้กับงานวิศวกรรมทั่วไปอย่าง kernel GPU, query optimizer หรือวงจรดิจิทัล ทีมไทยที่มีโจทย์ลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องมีโมเดลระดับ Mythos ก็เริ่มลองกับ OpenEvolve ได้วันนี้
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือข้อสังเกตของ Anthropic เองว่า Claude “conservative by nature” ชอบตรวจซ้ำและเลือกวิธีที่รู้จักอยู่แล้ว ทีมต้องบังคับให้เสนอหลายแนวทางขนานกันและกระตุ้นให้คิดกว้างขึ้นถึงจะได้ไอเดียใหม่ นี่เป็นบทเรียนตรง ๆ สำหรับใครที่ใช้เอเจนต์ทำงานวิจัย: ผลลัพธ์ขึ้นกับการออกแบบการค้นหาพอ ๆ กับตัวโมเดล
ส่วนเรื่อง secp256k1 ไม่มีอะไรต้องตื่นตกใจวันนี้ วงจรทั้งหมดยังต้องใช้เครื่องควอนตัมที่แก้ error ได้ ซึ่งยังไม่มีใครสร้างได้ แต่ทิศทางชัดเจนว่าต้นทุนทางทฤษฎีของการทำลาย ECC กำลังลดลงเร็วกว่าที่หลายคนคิด และตอนนี้ AI เข้ามาช่วยเร่งด้วย ระบบการเงินและ blockchain ที่ต้องอยู่ได้อีก 10–20 ปีควรเริ่มวางแผนย้ายไปใช้ post-quantum cryptography อย่างจริงจัง ไม่ใช่รอให้มีข่าวว่ามีคนสร้างเครื่องได้แล้ว
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด งานวิจัย
Anthropic ให้ Claude สร้างชุดข้อมูลที่ดูไร้พิษภัยแต่ทำโมเดลเบี้ยว ซ่อนในเรื่องเลี้ยงผึ้งและมวยปล้ำ จนผ่านระบบตรวจที่คล้ายของจริง
ทีม Alignment ของ Anthropic ให้ Claude ปีนหาชุดข้อมูล fine-tune ที่หลบ monitor ได้ ผลคือซ่อนพฤติกรรมในงานเขียนแนวบทบาทสมมติ และโมเดลที่เทรนแล้วนำไปใช้ในบุคลิกตัวเอง ผลซ้ำได้บน Qwen 3.6 27B แต่การทดลองเอื้อฝ่ายโจมตีมากและไม่ได้สะท้อนโมเดลที่ใช้งานจริง
Memdoor ทำซ้ำ GVS5H ได้: ทีม Qwen3.8-27B ห้าตัวตามทัน Fable 5 บนโจทย์ LiveCodeBench Hard แต่ผู้ทำบอกเองว่า 'เท่า' ไม่ใช่ 'ชนะ'
Memdoor ปล่อย workflow team-solve ที่เขียนวิธี GVS5H เป็น YAML ล้วนและทำคะแนน 9.8/10 บน LiveCodeBench Hard 10 ข้อ เทียบกับ 8.0 ของ Fable 5 แบบเรียกครั้งเดียว แต่ตัวอย่างเล็กและมีข้อจำกัด ส่วนงานวิจัยต้นฉบับชี้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ช่วยทุกโมเดล
QwenPU รัน LLM ซ้อนใน LLM ด้วยหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ส่วน bootgpt ทำให้เครื่อง 386 บูตเข้าโมเดลภาษาโดยไม่มี OS
ผู้สร้าง Qwenputer ปล่อย QwenPU เมื่อ 31 ต.ค. รัน stories260K ของ Karpathy บนหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ลดเหลือ 53,000 trace token ต่อหนึ่ง token เรื่องเล่า วันเดียวกัน bootgpt ใส่โมเดล int8 ขนาด 11.5KB ให้บูตบนเครื่อง 386 โดยไม่มี OS