Bezos ระดมทุน Prometheus 12,000 ล้านดอลลาร์ ดันมูลค่าแตะ 41,000 ล้าน — เดิมพัน 'วิศวกรทั่วไป' ที่สร้างของจริง
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 Prometheus สตาร์ทอัพ AI ด้านอุตสาหกรรมที่นำโดย Jeff Bezos และอดีตผู้บริหาร Google อย่าง Vik Bajaj ประกาศปิดรอบระดมทุน Series B มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ ดันมูลค่าบริษัทขึ้นไปแตะ 41,000 ล้านดอลลาร์ หลังเพิ่งเปิดตัวเงียบ ๆ ด้วยรอบ Series A 6,200 ล้านดอลลาร์เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยมี Bezos เป็นผู้ลงเงินรายใหญ่ที่สุด
นี่ไม่ใช่บริษัทหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติในโรงงาน แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อ “รื้อสถาปัตยกรรม” วิธีที่มนุษย์สร้างของจริง ตั้งแต่เครื่องยนต์เจ็ต อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ — โดยใช้ AI เร่งกระบวนการก่อนการผลิต เช่น การออกแบบและทำต้นแบบ
”artificial general engineer” คืออะไร
Bezos อธิบายกับ Axios ว่าหัวใจของปัญหาคือ “วงจรจากความฝัน สู่การผลิตจำนวนมาก จนออกสู่โลกจริง มันยาวนานมาก” เขายกตัวอย่างว่า ถ้าไปบอกผู้ผลิตเครื่องยนต์เจ็ตในปัจจุบันว่าต้องการเครื่องเดิมแต่เพิ่มแรงขับ 10% อาจกลายเป็นโครงการ 10 ปี “ไม่ใช่เพราะพวกเขาขี้เกียจหรือทำงานไม่เก่ง แต่เพราะมันซับซ้อนมาก”
เป้าหมายของ Prometheus คือสร้างชุดเครื่องมือที่ทำให้ “วงจร dream-build เร็วขึ้น 10 เท่าหรือมากกว่า” บริษัทมีพนักงานราว 150 คน ตั้งอยู่ที่ซานฟรานซิสโกพร้อมทีมในลอนดอนและซูริก และจงใจไม่ผูกกับ Amazon หรือ Blue Origin เพราะ Bezos บอกว่า “มันสมควรมีทีมเฉพาะที่หมกมุ่นกับสิ่งเดียวนี้” — แม้เขาจะเรียก Blue Origin ว่าเป็น “กรณีศึกษาของลูกค้า Prometheus”
รายชื่อนักลงทุนและสิ่งที่ยังไม่รู้
รอบนี้มีนักลงทุนระดับหนัก ได้แก่ JPMorgan, BlackRock, Goldman Sachs, DST Global และ Arch Venture Partners บวกกับ Bezos เอง อย่างไรก็ตามยังมีเรื่องที่บริษัทไม่ยอมเปิดเผยอีกมาก ทั้งรายงานความพยายามระดมเงินถึง 100,000 ล้านดอลลาร์เพื่อตั้งบริษัทโฮลดิงที่จะเข้าซื้อบริษัทอุตสาหกรรมเก่าแก่มาป้อนข้อมูลให้ Prometheus และรายละเอียดว่าโมเดลถูกเทรนอย่างไร — ยอมรับเพียงว่าไม่มี “อินเทอร์เน็ตของข้อมูลการผลิต” ให้ดูดเข้าระบบเหมือนข้อความบนเว็บ
ประเด็นที่น่าจับตาคือคำถามว่า Prometheus เป็น “ตัวแทน” หรือ “ผู้ช่วย” ของวิศวกรมนุษย์ ทั้ง Bezos และ Bajaj ยืนกรานว่าถ้าสำเร็จ มันจะทำให้มีวิศวกรมนุษย์ “มากขึ้น” เพราะ Bajaj มองว่า “ความเร็วในการสร้างของจริงตอนนี้ห่างไกลจากความเร็วของจินตนาการมนุษย์มาก ถ้าเราทำให้มันง่ายขึ้นได้แม้แต่นิดเดียว ก็จะเกิดการประดิษฐ์และคนเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น”
มุมมอง AI Curator
ปี 2026 คือปีที่เงินทุน AI ก้อนใหญ่ที่สุดเริ่มไหลออกจาก “AI ที่อยู่ในจอ” ไปสู่ “AI ที่สร้างของจริง” — Prometheus คือสัญญาณชัดที่สุด มูลค่า 41,000 ล้านดอลลาร์สำหรับบริษัทอายุไม่ถึงปีที่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด สะท้อนว่านักลงทุนเชื่อใน “physical AI” หรือ AI สำหรับโลกกายภาพไม่แพ้ LLM และอาจมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะตลาดการผลิตจริงใหญ่กว่าตลาดซอฟต์แวร์หลายเท่า
สำหรับไทยและ SEA ที่เศรษฐกิจพึ่งพาภาคการผลิต — ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ ชิ้นส่วนอากาศยาน — นี่คือเทรนด์ที่ต้องจับตามากกว่าข่าวแชตบอต ถ้า “วิศวกรทั่วไป” ของ Bezos ทำให้รอบออกแบบ-สร้างต้นแบบเร็วขึ้นจริง 10 เท่า ความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานที่ภูมิภาคนี้เคยถือไว้อาจถูกลดทอนด้วยความได้เปรียบด้าน “ความเร็วในการออกแบบ” ของประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี คำถามเชิงนโยบายอุตสาหกรรมของไทยจึงไม่ใช่แค่ “จะรับจ้างผลิตอะไร” แต่คือ “จะเข้าถึงเครื่องมือออกแบบ AI เหล่านี้ได้เร็วแค่ไหน” ก่อนที่ช่องว่างจะกว้างเกินไล่ตาม
แหล่งข่าว:
อ่านเพิ่มในหมวด ธุรกิจและกฎหมาย
Anthropic ขยายลายน้ำข้อความไปยัง Claude รุ่นเก่าอีก 4 รุ่น แต่บน Opus 4.6 และ Sonnet 4.6 แค่ปรับ temperature ลายน้ำก็ไม่ทำงาน
อีเมลถึงลูกค้า API ตามรายงานของ The Decoder ระบุว่า Anthropic จะใส่ลายน้ำให้ Mythos 5, Opus 4.7, Opus 4.6 และ Sonnet 4.6 แต่สองรุ่นหลังทำงานเฉพาะเมื่อพารามิเตอร์สุ่มเป็นค่าเริ่มต้น ขณะที่หน้าเอกสารทางการยังไม่แสดงการรองรับและไม่พูดถึงเงื่อนไขนี้
OpenAI จะนำเซสชัน Daybreak Blue ไปเทรนโมเดลตั้งแต่ 29 พ.ย. แม้ปิดการแชร์ข้อมูลไว้ ก่อนส่งอีเมลขอโทษและสัญญาว่าจะมีตัวเลือกแยก
OpenAI แจ้งสมาชิก Trusted Access ว่าจะใช้ข้อมูลเซสชัน Daybreak Blue เทรนโมเดลตั้งแต่ 29 พ.ย. แม้เคยปิดการแชร์ไว้ หลังถูกต้าน อีเมลฉบับที่สองขอโทษและสัญญาว่าจะมีตัวเลือกไม่เข้าร่วมแยกต่างหาก แต่เซสชันที่ถูกตั้งธงยังอาจถูกใช้เพื่อความปลอดภัย
OpenAI รื้อ Model Spec เป็น 5 คุณค่าหลัก — เลิกเรียกว่า the assistant ตัดกฎสไตล์ส่วนใหญ่ และสั่งให้ถือผลข้างเคียงเป็นของจริงแม้อยู่ใน eval
Model Spec ฉบับ 29 ต.ค. จัดโครงใหม่เป็น 5 คุณค่า เพิ่มหมวดการใช้บริบทและความจำ และหลักการรองรับการกำกับโดยมนุษย์ ขณะที่กฎสไตล์ส่วนใหญ่ รวมถึงหัวข้อ Markdown ถูกนำออก OpenAI ยังยอมรับว่าโมเดลที่ใช้งานจริงยังไม่ตรงตามเอกสารทั้งหมด