Scale AI เปิด VeRO: ให้ 'เอเจนต์นักปรับ' ไปแก้เอเจนต์อีกตัวเอง — ดันคะแนน tool use ขึ้นได้ถึง 19 จุด แต่ 'ยกระดับการให้เหตุผล' ยังทำไม่ได้
Scale AI เผยแพร่งานวิจัยเชิงประยุกต์ชื่อ “Agents Can Now Improve Other Agents” (6 ก.ค. 2026) แนะนำกรอบชื่อ VeRO — ย่อจาก Versioning, Rewards, and Observations — ที่ให้ “เอเจนต์นักปรับ” (optimizer agent) เข้าไปแก้ไของค์ประกอบต่าง ๆ ของ เอเจนต์เป้าหมาย โดยอัตโนมัติ คำถามที่งานนี้ทดสอบตรง ๆ คือ: AI จะเข้ามารับงานวิศวกรรมที่ปกติมนุษย์ต้องนั่งจูนเอเจนต์ด้วยมือได้แค่ไหน?
คำตอบมีทั้งข่าวดีและเส้นแบ่งที่คมชัด — VeRO ปรับ “วิธีที่เอเจนต์โต้ตอบกับเครื่องมือและระบบ” ได้ดีจริง แต่ ยกระดับความสามารถในการให้เหตุผลของโมเดลฐานไม่ได้ ซึ่งเป็นบทเรียนที่คนทำเอเจนต์ควรจำ
optimizer agent แก้อะไรได้บ้าง
เอเจนต์นักปรับสามารถแก้ไของค์ประกอบเหล่านี้ของเอเจนต์เป้าหมาย:
- การใช้เครื่องมือ (tool use) — วิธีเรียกและใช้ผลจากเครื่องมือ
- การจัดการไฟล์ (file handling)
- ฟังก์ชันการค้นหา (search)
- logic ของเวิร์กโฟลว์ — ลำดับและเงื่อนไขการทำงาน
มันทำได้ทั้ง การแก้ prompt และ การเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง (structural changes) ของเอเจนต์เป้าหมาย ไม่ใช่แค่ขยับข้อความสั่ง
ตัวเลขบน GAIA
ทีมทดสอบบน GAIA — เบนช์มาร์กงานหลายขั้นที่ใช้เครื่องมือหนัก — ผ่านการรันปรับ 105 รอบ (optimization runs) ผลที่ได้:
- กำไรรายบุคคลสูงสุดถึง 19 จุด บนงานที่ต้องประสานเครื่องมือหลายขั้น
- optimizer agent เก่งเรื่องปรับการโต้ตอบกับเครื่องมือและระบบ แต่ ติดเพดานเมื่อพยายามยกระดับการให้เหตุผลของโมเดลฐาน — ถ้าความสามารถถูกจำกัดด้วยตัวโมเดลเอง การปรับเชิงเอเจนต์ช่วยไม่ได้
- การแก้เชิงโครงสร้าง (เครื่องมือ + เวิร์กโฟลว์) ทนทานข้ามการอัปเกรดโมเดลได้ดีกว่าการแก้แค่ prompt — prompt ที่จูนไว้กับโมเดลรุ่นหนึ่งมักหลุดเมื่อเปลี่ยนโมเดล ขณะที่โครงสร้างที่ดีอยู่ยงกว่า
มุมมอง AI Curator
สิ่งที่ทำให้ VeRO น่าสนใจไม่ใช่คำว่า “เอเจนต์ปรับเอเจนต์” (ซึ่งฟังดูเหมือน hype วนลูป) แต่คือ เส้นแบ่งที่มันขีดชัดเจน: การปรับระดับเอเจนต์ช่วยเรื่อง how (โต้ตอบเครื่องมือ, จัดโฟลว์) แต่ไม่ช่วยเรื่อง reasoning ที่ถูกล็อกด้วยโมเดลฐาน — นี่ตรงกับสิ่งที่หลายทีมค้นพบเองแบบเจ็บตัว: จูน prompt กับ scaffolding เท่าไรก็ไม่ทำให้โมเดลเล็กคิดได้เท่าโมเดลใหญ่ ถ้างานติดที่ “การให้เหตุผล” คำตอบคือเปลี่ยนโมเดล ไม่ใช่ปรับเอเจนต์ต่อ
บทเรียนที่ใช้ได้ทันทีและมีค่าที่สุดคือข้อ “โครงสร้างทนกว่า prompt” — ทีมจำนวนมากทุ่มเวลาจูน prompt จนได้คะแนนสวยกับโมเดลรุ่นปัจจุบัน แล้วต้องมานั่งจูนใหม่ทั้งหมดทุกครั้งที่ผู้ให้บริการปล่อยโมเดลรุ่นใหม่ (ซึ่งตอนนี้ถี่เป็นรายเดือน) VeRO ยืนยันเชิงประจักษ์ว่า การลงทุนกับ scaffolding เชิงโครงสร้าง — เครื่องมือที่ออกแบบดี, เวิร์กโฟลว์ที่ชัด — ให้ผลตอบแทนระยะยาวดีกว่าการ over-fit prompt เข้ากับโมเดลตัวใดตัวหนึ่ง
ข้อควรระวังในการอ่าน: 19 จุดเป็น “กำไรสูงสุดรายบุคคล” ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย และทดสอบบน GAIA เป็นหลัก — ก่อนเชื่อว่าจะได้ผลกับงานของคุณ ควรมีเบนช์มาร์กภายในของตัวเองไว้วัด สำหรับทีมไทย/อาเซียนที่ทรัพยากรจำกัด แนวทาง “ให้เอเจนต์ช่วยปรับเอเจนต์” น่าสนใจตรงที่ลดแรงคนในการจูน แต่กับดักที่ต้องระวังคือ optimizer อาจ over-fit เข้ากับชุดทดสอบจนดูดีในเบนช์แต่พังในโปรดักชัน — ต้องมีชุด held-out และการตรวจโดยมนุษย์กำกับเสมอ มองในภาพใหญ่ VeRO คืออีกก้าวของเทรนด์ “AI ช่วยสร้าง/บำรุงระบบ AI” ที่กำลังย้ายงานของวิศวกรจากการจูนด้วยมือ ไปเป็นการออกแบบกรอบและตัดสินใจว่าจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงแบบไหน
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด งานวิจัย
Anthropic ให้ Claude สร้างชุดข้อมูลที่ดูไร้พิษภัยแต่ทำโมเดลเบี้ยว ซ่อนในเรื่องเลี้ยงผึ้งและมวยปล้ำ จนผ่านระบบตรวจที่คล้ายของจริง
ทีม Alignment ของ Anthropic ให้ Claude ปีนหาชุดข้อมูล fine-tune ที่หลบ monitor ได้ ผลคือซ่อนพฤติกรรมในงานเขียนแนวบทบาทสมมติ และโมเดลที่เทรนแล้วนำไปใช้ในบุคลิกตัวเอง ผลซ้ำได้บน Qwen 3.6 27B แต่การทดลองเอื้อฝ่ายโจมตีมากและไม่ได้สะท้อนโมเดลที่ใช้งานจริง
Memdoor ทำซ้ำ GVS5H ได้: ทีม Qwen3.8-27B ห้าตัวตามทัน Fable 5 บนโจทย์ LiveCodeBench Hard แต่ผู้ทำบอกเองว่า 'เท่า' ไม่ใช่ 'ชนะ'
Memdoor ปล่อย workflow team-solve ที่เขียนวิธี GVS5H เป็น YAML ล้วนและทำคะแนน 9.8/10 บน LiveCodeBench Hard 10 ข้อ เทียบกับ 8.0 ของ Fable 5 แบบเรียกครั้งเดียว แต่ตัวอย่างเล็กและมีข้อจำกัด ส่วนงานวิจัยต้นฉบับชี้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ช่วยทุกโมเดล
QwenPU รัน LLM ซ้อนใน LLM ด้วยหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ส่วน bootgpt ทำให้เครื่อง 386 บูตเข้าโมเดลภาษาโดยไม่มี OS
ผู้สร้าง Qwenputer ปล่อย QwenPU เมื่อ 31 ต.ค. รัน stories260K ของ Karpathy บนหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ลดเหลือ 53,000 trace token ต่อหนึ่ง token เรื่องเล่า วันเดียวกัน bootgpt ใส่โมเดล int8 ขนาด 11.5KB ให้บูตบนเครื่อง 386 โดยไม่มี OS