Prime Intellect ปล่อย Prime Agent — coding harness โอเพนซอร์สที่แก้ prompt, skill และ sub-agent ของตัวเองระหว่างทำงาน เคลม ARC-AGI 3 ที่ 95.5% แซงเส้นมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อ 5 สิงหาคม 2026 Prime Intellect ปล่อย Prime Agent — coding harness โอเพนซอร์สที่เรียกตัวเองว่า “a self-improving coding harness” ประเด็นของมันไม่ใช่โมเดลใหม่ เพราะ Prime Agent ไม่มีโมเดลเป็นของตัวเอง มันคือชั้นที่ครอบโมเดลของคนอื่น (Claude Opus 5, GPT-5.6 Sol, GLM-5.2) แล้วอ้างว่าชั้นนี้เองต่างหากที่ยังมีที่ให้ปรับปรุงอีกเยอะ
นี่เป็นทิศทางที่ต่อยอดจากงาน Verifiers v1 ที่ทีมเดียวกันปล่อยเมื่อกลางกรกฎาคม — แต่คราวนี้ย้ายจากฝั่งเทรนมาอยู่ฝั่งที่นักพัฒนาใช้งานจริงบนเครื่องตัวเอง โค้ดอยู่ที่ PrimeIntellect-ai/prime-agent ภายใต้ MIT license และมีดาวราว 4.8k แล้ว
RLM: มองบริบทเป็นตัวแปร ไม่ใช่กองข้อความ
แนวคิดแรกคือ RLM (Recursive Language Model) harness ทั่วไปจัดการบริบทด้วยการยัดข้อความเข้า context window แล้วสรุปทิ้งเมื่อเต็ม Prime Agent เปลี่ยนวิธีคิด: มันรัน เคอร์เนล IPython แบบ persistent เป็น REPL แล้วให้โมเดล เขียนโปรแกรมเพื่อเข้าถึงประวัติของตัวเอง แทนที่จะต้องอ่านประวัติทั้งก้อน
ผลที่ตามมาคือ agent เรียก rlm(...) เพื่อแตก sub-agent ออกไปทำงานย่อยได้ เรียก tool ได้ และเข้าถึง trajectory ของตัวเองในฐานะข้อมูลที่ query ได้ — ไม่ใช่ข้อความที่ต้องแบกไว้ในหน้าต่างบริบท นี่คือเหตุผลที่ Prime Intellect เคลมว่าโมเดลเดียวกันทำงาน long-context ได้ดีขึ้นโดย ใช้โทเคนน้อยลง บนชุดทดสอบอย่าง OOLONG, LongBenchv2 และ ManyIH
Continual Harness: agent แก้ตัวเองด้วยคำสั่ง /refine
แนวคิดที่สองคือส่วนที่แปลกกว่า Continual Harness ให้ agent ทำ CRUD กับ prompt, skill, memory และ sub-agent ของตัวเอง โดยอิงจาก trajectory ที่เพิ่งรันไป — คือเรียนรู้แบบออนไลน์โดยไม่ต้องรีเซ็ตหรือเทรนใหม่
กลไกอยู่ที่ไปป์ไลน์ /refine ซึ่งอ่าน trajectory แล้วแก้แบบเจาะจง หลักการที่ทีมเขียนไว้คือแก้ “the smallest relevant CRUD edit” โดยอิงหลักฐานจากสิ่งที่สำเร็จหรือล้มเหลวจริง ไม่ใช่เขียน harness ใหม่ทั้งก้อน และ /refine แบ่งเป็นสองเฟส — วางแผนเบื้องหลัง แล้วค่อยลงมือแก้อย่างรวดเร็ว — เพื่อไม่ให้ขัดจังหวะงานที่กำลังทำอยู่
ฝั่งเครื่องมือมี TUI พร้อม daemon เบื้องหลังที่ถือ session ไว้แม้ตัดการเชื่อมต่อ, “Agents View” สำหรับสลับดูหลาย session และ autonomous mode ที่ปล่อยรันยาวโดยตั้ง gate และ งบโทเคน กำกับไว้ได้
ติดตั้งบน macOS หรือ Linux ด้วยบรรทัดเดียว แล้วสั่ง prime-agent ในโฟลเดอร์โปรเจกต์ ครั้งแรกต้อง /login เพื่อเลือก provider:
curl -fsSL https://app.primeintellect.ai/prime-agent/install.sh | sh
ตัวเลขที่เคลม และวิธีอ่านมัน
ตัวเลขที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ARC-AGI 3: Prime Agent เมื่อรันบน Claude Opus 5 ทำได้ 95.5% RHAE Best@1 ซึ่งทีมระบุว่าแซงเส้นฐานมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญที่ ARC รายงานไว้ที่ 95.4% โดยผลนิ่งอยู่ในช่วง 95.0–95.5% ข้ามรอบการรัน และ Best@3 อยู่ที่ 99.97%
ที่เหลือเป็นงานเฉพาะทาง: EmulatorBench — สร้าง emulator ของ SEGA Genesis และ Game Boy Color ที่ใช้งานได้จริงจากศูนย์; PMPP-Hard — เขียน GPU kernel; MazeBench — ทำได้ดีกว่า harness ดั้งเดิมของโมเดลระดับแนวหน้าในงานให้เหตุผลเชิงพื้นที่
สามข้อที่ต้องอ่านอย่างระวัง:
หนึ่ง — ตัวเลขทั้งหมดเป็นผลที่ผู้พัฒนารายงานเอง ยังไม่มีการวัดซ้ำโดยบุคคลที่สาม การแซงเส้นมนุษย์ 95.4% ด้วยระยะห่าง 0.1 จุดบนเบนช์มาร์กเดียวไม่ควรถูกอ่านว่า “AI เก่งกว่าคนแล้ว” — มันคือผลที่อยู่ในระยะความคลาดเคลื่อน
สอง — เครดิตอยู่ที่ harness หรือที่โมเดล แยกกันไม่ออกจากตัวเลขนี้ ผล ARC-AGI 3 ได้มาโดยมี Claude Opus 5 อยู่ข้างล่าง สิ่งที่จะพิสูจน์คุณค่าของ harness ได้จริงคือส่วนต่างเทียบกับการรันโมเดลเดียวกันบน harness ดั้งเดิม ซึ่งทีมรายงานไว้ชัดเจนกว่าในฝั่ง MazeBench และงาน long-context
สาม — ทีมพูดเองว่ายังไม่มีโมเดลไหนถูกเทรนมาเพื่อ Prime Agent ประโยค “currently no model has been trained around Prime Agent” เป็นทั้งข้อจำกัดและคำโฆษณาในตัวเดียวกัน — มันบอกว่าตัวเลขวันนี้ได้มาทั้งที่โมเดลยังไม่รู้จัก harness นี้เลย
มุมมอง AI Curator
แนวคิดที่ควรเก็บกลับบ้านจากงานนี้ไม่ใช่ตัวเลข ARC-AGI แต่คือข้อเสนอที่ว่า harness เป็นชิ้นส่วนที่ยังถูกปรับได้อีกมาก และควรถูกปรับโดยอัตโนมัติ ตลอดปีนี้ตลาดโฟกัสที่โมเดลเป็นหลัก ส่วน harness ถูกมองเป็นแค่ท่อ แต่ผลการวัดหลายชิ้นในช่วงหลัง — รวมถึงการทดสอบของ Composio ที่พบว่าเฟรมเวิร์กต่างกันทำให้ต้นทุนต่องานต่างกันเกือบสามเท่าบนโมเดลเดียวกัน — ชี้ไปทางเดียวกันว่าชั้นนี้มีผลจริงต่อทั้งราคาและคุณภาพ Prime Agent เพียงแค่ผลักข้อสังเกตนั้นไปสุดทาง: ถ้า harness สำคัญขนาดนี้ ทำไมต้องให้มนุษย์เป็นคนจูนมันด้วยมือ
ข้อที่ผมคิดว่าออกแบบได้ฉลาดคือกติกา “แก้ให้เล็กที่สุดเท่าที่เกี่ยวข้อง” ใครที่เคยปล่อยให้ agent เขียน config ของตัวเองจะรู้ว่าโหมดล้มเหลวปกติคือมันรื้อทุกอย่างทุกครั้งที่เจอปัญหา จนสุดท้ายไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้ prompt หน้าตาเป็นยังไงและทำไม การบังคับให้แก้ทีละจุดโดยอ้างอิงหลักฐานจาก trajectory คือความพยายามทำให้การแก้ตัวเอง ตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ถ้าจะเอาไปใช้จริงในทีม
แต่จุดที่ผมอยากให้ระวังมากที่สุดคือ autonomous mode บวกกับ harness ที่แก้สิทธิ์และ prompt ของตัวเองได้ ยิ่งเมื่ออ่านคู่กับผลสำรวจที่พบว่ามนุษย์ปล่อยคำสั่งอันตรายผ่านไป 1 ใน 3 ตอนกดอนุมัติให้ agent — ระบบที่แก้ prompt ของตัวเองได้คือระบบที่ขอบเขตความปลอดภัยของมันไม่คงที่ ถ้าจะลอง ให้เริ่มในคอนเทนเนอร์ที่แยกออกมา ตั้งงบโทเคนไว้ตั้งแต่แรก และ commit ไฟล์ harness เข้า git เพื่อให้เห็นว่า /refine แก้อะไรไปบ้าง — นั่นคือความต่างระหว่างการทดลองที่ควบคุมได้กับการปล่อยของที่ไม่มีใครอธิบายพฤติกรรมได้
สำหรับทีมไทยและ SEA มุมที่ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงทั้งก้อนคือ แนวคิด /refine เอาไปทำเองได้ ไม่ต้องใช้ Prime Agent ก็ได้ — หลังจบงานใหญ่แต่ละครั้ง ให้ agent อ่าน log ของตัวเองแล้วเสนอแก้ AGENTS.md หรือไฟล์สกิลของทีมทีละจุด โดยมีคนรีวิว PR ก่อน merge สำหรับทีมที่มีบริบทเฉพาะทางเยอะ (ระบบภาษาไทย, การเชื่อม API ธนาคารในประเทศ, กฎ PDPA) ความรู้พวกนี้มักอยู่ในหัวคนไม่กี่คน การทำให้ agent ค่อย ๆ เขียนมันลงไฟล์จากงานจริงมีมูลค่ามากกว่าการไล่เก็บตัวเลขเบนช์มาร์ก
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด เครื่องมือนักพัฒนา
Betelgeuse รัน Qwen3.8 Flash Next ขนาด 68GB บน RTX 3060 กับแรม 16GB ส่วน Basalt วัดให้เห็นว่าเอนจินที่เร่งด้วยแฟล็กลัดทำให้โมเดลลืมของ
Betelgeuse ฟอร์ก llama.cpp ที่เปิดเมื่อ 31 ต.ค. ดึง expert จาก NVMe เข้า VRAM ตามต้องการ อ้าง 22 tok/s แบบไม่ทิ้ง expert แต่ README เตือนเองว่ายังทดลองและตัวเลขมาจากคนละรอบ วันเดียวกันผู้พัฒนา Basalt เผยผลวัดว่าแฟล็กเร่งความเร็วทำคุณภาพ Q8 ตกไปใกล้ Q2
กฎห้ามโคลนเกมของ Claude Code เริ่มกระทบงานจริง บริษัทรับทำเกมกระดานร้องงานลูกค้าหยุด แต่รายงานหลายชิ้นปนกับตัวกรองไซเบอร์คนละเรื่อง
ต่อจากที่เราพบกฎนี้ในไบนารี Claude Code ผู้ใช้เริ่มรายงานว่างานเชิงพาณิชย์ถูกปฏิเสธ และ Tom's Hardware กับ Mashable หยิบไปรายงาน แต่เมื่อไล่ issue ที่อ้างถึง พบว่าหลายรายการเกิดก่อนกฎจะมา จึงน่าจะเป็นตัวกรองด้านไซเบอร์ ส่วน Anthropic ยังไม่ชี้แจง
Claude Code ส่ง transcript ของ background agent ให้โมเดลทุก ~30 วินาทีเพื่อเขียนสถานะ 3–5 คำ ผู้วัดรายงานกินราว 16% และยังปิดแบบทางการไม่ได้
รายงานอิสระพบว่าฟีเจอร์ agent_summary ของ Claude Code ส่ง transcript เต็มของ background agent ไปถามสถานะทุก ~30 วินาที คิดเป็น 16.4% ของค่าใช้จ่ายในระบบของผู้วัด Issue เปิดมาตั้งแต่ ส.ค. ยังไม่มีสวิตช์ปิดที่รองรับ เราตรวจพบโค้ดนี้ใน 2.1.314 และพบกฎใหม่เรื่องเกมที่ไม่อยู่ใน changelog