รัฐบาลสหรัฐฯ ยื่นต่อศาลว่าการเทรน AI ด้วยงานมีลิขสิทธิ์คือ fair use — ครั้งแรกที่รัฐบาลกลางแสดงจุดยืนในคดีลิขสิทธิ์ AI และเหตุผลข้อหนึ่งคือ "ถ้าต้องซื้อไลเซนส์ จะเหลือแต่บริษัทใหญ่ที่เทรนได้"
วันอังคารที่ 1 กันยายน 2026 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ยื่นเอกสารที่เรียกว่า Statement of Interest ต่อศาลแขวงกลางเขตใต้ของนิวยอร์ก (SDNY) ในคดีลิขสิทธิ์รวม In re: OpenAI, Inc. Copyright Infringement Litigation โดยขอให้ศาลวินิจฉัยว่า การนำงานเขียนที่มีลิขสิทธิ์ไปเทรนโมเดลภาษาขนาดใหญ่เป็นการใช้งานโดยชอบธรรม (fair use) เอกสารระบุว่าตอบต่อข้อกล่าวหาของ The New York Times โดยตรง แต่เหตุผลใช้กับคดีของนักเขียนและสำนักพิมพ์ที่รวมอยู่ในคดีเดียวกันด้วย
ตามรายงานของ Reuters นี่เป็น ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงจุดยืนในคดีลิขสิทธิ์ที่ว่าด้วยการใช้งานมีลิขสิทธิ์เทรน AI (บางสำนักลงวันที่ยื่นเป็น 2 ก.ย. แต่รายงานเชิงกฎหมายที่ละเอียดที่สุดระบุ 1 ก.ย.) และเป็นเรื่องที่นักพัฒนาควรอ่านให้ครบ ไม่ใช่แค่พาดหัว เพราะสิ่งที่เอกสารนี้ ไม่ได้ ทำ มีน้ำหนักพอ ๆ กับสิ่งที่มันทำ
เหตุผลของ DOJ: เทรน “เปลี่ยนรูปอย่างยิ่ง” และผลลัพธ์ไม่ใช่สินค้าทดแทน
DOJ โฟกัสที่ปัจจัย fair use ข้อที่หนึ่งและข้อที่สี่
ปัจจัยที่ 1 (วัตถุประสงค์และลักษณะการใช้) — DOJ ยืนยันว่าการเทรนเป็นการใช้ที่ “เปลี่ยนรูปอย่างยิ่ง” (exceedingly transformative) เพราะโมเดลไม่ได้ใช้บทความเพื่อให้ความบันเทิงหรือให้ข้อมูลกับผู้อ่านตามที่ผู้เขียนตั้งใจ แต่แปลงข้อความเป็นตัวแทนเชิงตัวเลขแล้วเรียนรู้ความสัมพันธ์ทางสถิติเพื่อทำนายข้อความและงานอื่น ๆ อ้างอิงคำพิพากษา Google v. Oracle และ Authors Guild v. Google ของศาลอุทธรณ์เขต 2 ว่าการทำสำเนาอาจเป็น fair use ได้เมื่อเปิดทางให้เกิดฟังก์ชันทางเทคโนโลยีใหม่ แม้จะทำสำเนางานทั้งชิ้นในขั้นตอนกลางก็ตาม และบอกว่าการที่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ควรมีน้ำหนักน้อยเมื่อความเปลี่ยนรูปสูงขึ้น
ปัจจัยที่ 4 (ผลกระทบต่อตลาด) — DOJ แยก “การเทรน” ออกจาก “ผลลัพธ์” อย่างเด็ดขาด การเทรน “ไม่ได้ทำให้การแสดงออกที่ได้รับความคุ้มครองเข้าถึงได้โดยสาธารณะ” จึงไม่แทนที่บทความหรือกระทบตลาดในเชิงที่กฎหมายรับรู้ ส่วนผลลัพธ์ที่แข่งขันกับบทความแต่ไม่ได้ทำซ้ำการแสดงออกที่คล้ายคลึงกันในสาระสำคัญ ก็ไม่ใช่สินค้าทดแทนเพียงเพราะอยู่ในหมวดเดียวกัน
DOJ ยังโจมตีคำพิพากษา Kadrey v. Meta Platforms ปี 2025 ตรง ๆ ว่า “การใช้ปัจจัยที่สี่ของศาลใน Kadrey มีข้อบกพร่องอย่างลึกซึ้ง” เพราะรวมการเทรนกับผลลัพธ์เป็นการใช้ต่อเนื่องอันเดียว และถือว่าการแข่งขันแบบทั่วไปเป็นความเสียหายต่อตลาดที่กฎหมายรับรู้ได้ — พร้อมยกอุปมาว่า Joan Didion เคยพิมพ์เรื่องสั้นของ Hemingway ซ้ำเพื่อศึกษาสำนวน ถ้าใช้ตรรกะแบบ Kadrey Didion อาจต้องจ่ายให้ Hemingway ทุกครั้งที่งานเขียนของเธอไปแข่งในตลาดวรรณกรรมเดียวกัน ซึ่งขัดกับหลักที่ว่าลิขสิทธิ์คุ้มครองการแสดงออก ไม่ใช่วิธีการ สไตล์ หรืออิทธิพล
ข้อโต้แย้งที่นักพัฒนาโมเดลควรอ่านที่สุด: ไลเซนส์บังคับ = ตลาดกระจุก
ข้อที่พาดหัวส่วนใหญ่เก็บไปคือ ความมั่นคงของชาติ — DOJ เขียนว่าสหรัฐฯ มี “ผลประโยชน์แห่งชาติอันลึกซึ้ง” ในการรักษาอุตสาหกรรม AI ในประเทศให้แข็งแรง และการตีความลิขสิทธิ์ที่เข้มเกินไปจะยกความได้เปรียบให้ประเทศคู่แข่งที่ไม่มีข้อจำกัดแบบเดียวกัน
แต่ข้อที่กระทบนักพัฒนามากกว่าคือข้อที่สอง: ถ้าความรับผิดทางลิขสิทธิ์กว้างจนทำให้การเทรนต้องมีไลเซนส์เสมอ ต้นทุนไลเซนส์จะกลายเป็นกำแพงเข้าตลาดที่มีแต่บริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดเท่านั้นที่รับไหว ผลคือตลาดโมเดลกระจุกตัวเป็นคณาธิปไตย และผู้ได้ประโยชน์แบบไม่สมส่วนคือองค์กรสื่อเก่าที่มีคลังเนื้อหาขนาดใหญ่
นี่เป็นข้อโต้แย้งที่ชุมชนโอเพนซอร์สและทีมเล็ก ๆ เคยยกมาเองมาหลายปี และตอนนี้มันโผล่ในเอกสารที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยื่นเพื่อสนับสนุนบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดบริษัทหนึ่งในโลก — ความย้อนแย้งนี้เป็นสิ่งที่ผู้อ่านควรถือไว้ทั้งสองมือ
ขอบเขตที่ DOJ ขีดไว้เอง และเป็นส่วนที่หายจากพาดหัวเกือบทุกสำนัก:
- จุดยืนนี้ จำกัดอยู่ที่ขั้นตอนการเทรนเท่านั้น
- DOJ ไม่ได้ บอกว่ารัฐบาลอนุญาตการกระทำที่ถูกฟ้อง
- DOJ เปิดคำถามทิ้งไว้ เรื่อง การได้มาและการจัดเก็บข้อมูลเทรน (คือประเด็นชุดข้อมูลละเมิดลิขสิทธิ์/แหล่งที่มา) และเรื่อง ผลลัพธ์ที่ทำซ้ำการแสดงออกที่ได้รับความคุ้มครอง
- Statement of Interest ไม่มีผลผูกพันศาล เป็นเพียงกลไกที่หน่วยงานรัฐใช้แสดงจุดยืนโดยไม่เข้าเป็นคู่ความ
ตามรายงานของ The Decoder เอกสารยังตีตกรายงานของสำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐฯ ที่เคยปฏิเสธ fair use แบบเหมารวมสำหรับการเทรน AI โดยระบุว่ารายงานของอดีต Register ลิขสิทธิ์ Shira Perlmutter “ไม่มีอำนาจผูกพันทางกฎหมาย” และ “เพิกเฉยต่อแนวคำพิพากษา” — Perlmutter ถูกปลดหลังรายงานฉบับนั้นออกไม่นาน
เสียงคัดค้าน และคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
The New York Times ตอบกลับว่ารัฐบาลกำลังเข้าข้าง “บริษัท AI ระดับล้านล้านดอลลาร์ไม่กี่ราย” และนักพัฒนาก็แค่ต้อง “จ่ายอย่างเป็นธรรมสำหรับเนื้อหาที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเป็นไปได้” คดีนี้เป็นคดีรวมที่มีทั้ง NYT (ฟ้องธันวาคม 2023), Ziff Davis/CNET (ฟ้องปี 2025), The Intercept และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอีกราว 400 ฉบับในคดีแยก
ประเด็นที่ Above the Law หยิบมาและควรบันทึกไว้: เดือนกรกฎาคม 2026 CNN รายงานว่ารัฐบาลกลางกับ OpenAI เคยหารือเรื่องการให้รัฐบาลถือหุ้น 5% ในบริษัท คิดเป็นราว 42.6 พันล้านดอลลาร์ จากมูลค่ากิจการ 852 พันล้าน — และเอกสาร Statement of Interest ที่ขึ้นต้นด้วยหัวข้อ “ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา” ไม่ได้เอ่ยถึงความเป็นไปได้ของการถือหุ้นนั้นเลย นี่เป็นข้อสังเกตของสื่อ ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล แต่เป็นบริบทที่ผู้อ่านควรมี
ชนะที่นิวยอร์กไม่ได้แปลว่าชนะที่บรัสเซลส์
ส่วนที่นักพัฒนานอกสหรัฐฯ ต้องอ่านให้ชัดที่สุด และ TNW อธิบายไว้ดี: กฎหมายลิขสิทธิ์ของสหภาพยุโรปไม่มีหลัก fair use เลย
สิ่งที่ EU มีคือ ข้อยกเว้น Text and Data Mining (TDM) ตาม Copyright Directive ปี 2019 ซึ่งมาพร้อม กลไก opt-out — เจ้าของสิทธิ์สงวนสิทธิ์ได้ตามมาตรา 4(3) แล้วข้อยกเว้นก็จะไม่คุ้มครองการทำ TDM กับงานชิ้นนั้นอีกต่อไป ต่อมา AI Act มาตรา 53 บังคับให้ผู้ให้บริการโมเดลต้องระบุและเคารพการสงวนสิทธิ์เหล่านั้น และ Recital 106 ระบุชัดว่า ผู้ให้บริการที่นำโมเดลออกสู่ตลาดสหภาพยุโรปต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าการกระทำที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นในเขตอำนาจไหน — เขียนมาเพื่อปิดช่องไม่ให้ใครได้เปรียบจากการไปเทรนในประเทศที่มาตรฐานต่ำกว่า
และไม่ใช่แค่ทฤษฎี: ศาลมิวนิกเคยตัดสินให้ OpenAI แพ้เมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยชี้ว่าเนื้อเพลงที่โมเดลจำได้ถือเป็นการทำซ้ำที่ข้อยกเว้น TDM ไม่คุ้มครอง — คือพฤติกรรมประเภทเดียวกับที่ DOJ กำลังโต้แย้งว่าควรได้รับความคุ้มครอง
มุมมอง AI Curator
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสัปดาห์นี้ไม่ใช่ “AI ชนะคดี” — ยังไม่มีใครชนะอะไรทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ย้ายข้าง จากเดิมที่ฝ่ายนโยบายวอชิงตันมักยืนใกล้อุตสาหกรรมบันเทิงในเรื่องลิขสิทธิ์ มาอยู่ฝั่งผู้พัฒนาโมเดล และย้ายด้วยเหตุผลเชิงภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก ไม่ใช่เหตุผลเชิงหลักการลิขสิทธิ์ล้วน ๆ
หนึ่ง: อ่านขอบเขตให้ครบ แล้วจะเห็นว่ามันไม่ได้ปกป้องอะไรมากอย่างที่พาดหัวบอก DOJ พูดถึง การเทรน อย่างเดียว และเปิดคำถามเรื่อง การได้มาและจัดเก็บข้อมูล ทิ้งไว้อย่างจงใจ ซึ่งเป็นจุดที่คดีจำนวนมากแพ้จริง ๆ — ไม่ใช่เพราะเทรน แต่เพราะดาวน์โหลดชุดข้อมูลละเมิดลิขสิทธิ์มาเก็บไว้ ถ้าคุณเป็นทีมที่กำลังประกอบชุดข้อมูลเทรน เอกสารนี้ไม่ได้ให้ที่กำบังคุณในส่วนที่เสี่ยงที่สุด
สอง: ข้อโต้แย้งเรื่องคณาธิปไตยเป็นดาบสองคม และมันคมจริง ถ้าการเทรนต้องซื้อไลเซนส์ ผู้ที่หายไปจากตลาดไม่ใช่ OpenAI แต่คือทีมที่ปล่อยน้ำหนักเปิดแบบ Qwen, GLM, OLMo หรือทีมมหาวิทยาลัยในไทยที่อยากเทรนโมเดลภาษาไทยจากคลังข่าวและหนังสือไทย บริษัทที่มีเงินหลายพันล้านจ่ายค่าไลเซนส์ได้ ห้องแล็บที่มี GPU สิบใบจ่ายไม่ได้ ผลลัพธ์ของกฎที่เข้มขึ้นจึงไม่ใช่ “AI น้อยลง” แต่คือ “AI ที่กระจุกอยู่กับคนไม่กี่ราย” — เหตุผลถูก แม้ผู้พูดจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็ตาม
สาม: สำหรับนักพัฒนาไทย เรื่องนี้เปลี่ยนอะไรน้อยกว่าที่คิด และเปลี่ยนคนละทางกับที่คาด ประเทศไทยไม่มีหลัก fair use แบบสหรัฐฯ — พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ของเราใช้ระบบข้อยกเว้นเฉพาะกรณี (มาตรา 32) ที่แคบกว่ามาก และ ไม่มีข้อยกเว้น TDM แบบยุโรป คำวินิจฉัยของศาลนิวยอร์กจึงไม่ผูกพันอะไรกับการเทรนโมเดลภาษาไทยในประเทศไทยเลย ที่สำคัญกว่าคือ ถ้าคุณจะปล่อยโมเดลหรือบริการเข้าตลาด EU คุณอยู่ใต้ Recital 106 ทันที ไม่ว่าจะเทรนที่ไหน — ทีมไทยที่ทำ API ให้ลูกค้ายุโรปต้องเช็ค robots.txt / TDM reservation ของแหล่งข้อมูลตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอผลคดีที่นิวยอร์ก
สี่: การแบ่ง “เทรน” ออกจาก “ผลลัพธ์” คือแนวปฏิบัติที่ควรลอกมาใช้ ไม่ว่าคดีจะจบยังไง เส้นแบ่งที่ DOJ วางไว้ — ขั้นตอนเทรนไม่เผยแพร่การแสดงออก แต่ผลลัพธ์ที่ทำซ้ำงานต้นฉบับเป็นอีกเรื่อง — เป็นเส้นเดียวกับที่ทีมวิศวกรรมควรใช้ออกแบบระบบอยู่แล้ว: บันทึกที่มาของข้อมูลเทรนให้ตรวจสอบได้ และวางการ์ดกันการทำซ้ำแบบคำต่อคำที่ชั้นผลลัพธ์ ทีมที่ทำสองอย่างนี้ไว้ก่อนจะปลอดภัยกว่าทีมที่รอให้ศาลบอกว่าอะไรได้อะไรไม่ได้ — เพราะคำตอบนั้นจะต่างกันในแต่ละเขตอำนาจอยู่ดี
แหล่งข่าว
- DOJ Sides with OpenAI, Warns Obstacles to AI Development Threaten National Security — IPWatchdog (3 ก.ย. 2026)
- Justice Department sides with OpenAI in publishers’ copyright fight — TNW (การเปรียบเทียบกับ EU AI Act Recital 106 และกลไก TDM opt-out)
- US Department of Justice backs fair use for AI training in landmark copyright case — The Decoder (2 ก.ย. 2026)
- DOJ Tells Court AI Training Is Fair Use, Forgets To Mention It’s Negotiating A Stake In OpenAI — Above the Law
อ่านเพิ่มในหมวด ธุรกิจและกฎหมาย
Anthropic ขยายลายน้ำข้อความไปยัง Claude รุ่นเก่าอีก 4 รุ่น แต่บน Opus 4.6 และ Sonnet 4.6 แค่ปรับ temperature ลายน้ำก็ไม่ทำงาน
อีเมลถึงลูกค้า API ตามรายงานของ The Decoder ระบุว่า Anthropic จะใส่ลายน้ำให้ Mythos 5, Opus 4.7, Opus 4.6 และ Sonnet 4.6 แต่สองรุ่นหลังทำงานเฉพาะเมื่อพารามิเตอร์สุ่มเป็นค่าเริ่มต้น ขณะที่หน้าเอกสารทางการยังไม่แสดงการรองรับและไม่พูดถึงเงื่อนไขนี้
OpenAI จะนำเซสชัน Daybreak Blue ไปเทรนโมเดลตั้งแต่ 29 พ.ย. แม้ปิดการแชร์ข้อมูลไว้ ก่อนส่งอีเมลขอโทษและสัญญาว่าจะมีตัวเลือกแยก
OpenAI แจ้งสมาชิก Trusted Access ว่าจะใช้ข้อมูลเซสชัน Daybreak Blue เทรนโมเดลตั้งแต่ 29 พ.ย. แม้เคยปิดการแชร์ไว้ หลังถูกต้าน อีเมลฉบับที่สองขอโทษและสัญญาว่าจะมีตัวเลือกไม่เข้าร่วมแยกต่างหาก แต่เซสชันที่ถูกตั้งธงยังอาจถูกใช้เพื่อความปลอดภัย
OpenAI รื้อ Model Spec เป็น 5 คุณค่าหลัก — เลิกเรียกว่า the assistant ตัดกฎสไตล์ส่วนใหญ่ และสั่งให้ถือผลข้างเคียงเป็นของจริงแม้อยู่ใน eval
Model Spec ฉบับ 29 ต.ค. จัดโครงใหม่เป็น 5 คุณค่า เพิ่มหมวดการใช้บริบทและความจำ และหลักการรองรับการกำกับโดยมนุษย์ ขณะที่กฎสไตล์ส่วนใหญ่ รวมถึงหัวข้อ Markdown ถูกนำออก OpenAI ยังยอมรับว่าโมเดลที่ใช้งานจริงยังไม่ตรงตามเอกสารทั้งหมด