ทดลองเสียบความคิดของโมเดลหนึ่งเข้าไปในอีกโมเดล: Qwen3.8 ขยับเข้าหา GPT-5.5 Pro 18 จุด ขณะที่ตอนใช้ Opus เป็นครูแทบไม่ขยับ
ระหว่างวันที่ 9-10 กันยายน 2026 นักพัฒนาที่ใช้ชื่อ wsxiaoys เผยแพร่ gist ชื่อ “Reasoning prefills on a few open models, v1.1” ซึ่งขึ้นหน้าแรก Hacker News ด้วยคะแนน 196 คะแนน เป็นการทดลองรอบสองที่ต่อยอดจากรอบแรกเมื่อ 16 ส.ค. และจากงานชื่อ Stolen Thoughts
คำถามที่ทดลองนี้ตั้งฟังดูง่ายแต่แหลมมาก: ถ้าเราเอา “ความคิด” ของโมเดลปิดตัวหนึ่งไปเสียบเป็นจุดเริ่มต้นให้โมเดลเปิดอีกตัวคิดต่อ โมเดลเปิดตัวไหนจะรับมันไปใช้ได้ราบรื่นที่สุด ถ้ามีตัวไหนรับได้ราบรื่นผิดปกติ นั่นอาจเป็นร่องรอยว่ามันเคยเรียนจากโมเดลนั้นมาก่อน
ผลรอบนี้คือ Qwen3.8 A95B ขยับเข้าหา GPT-5.5 Pro 18.18 จุด ซึ่งมากกว่าโมเดลอื่นหลายเท่า และผู้ทดลองสรุปไว้อย่างระมัดระวังว่า “ข้อมูลชี้ว่า Qwen อาจเคยเรียนจาก GPT-5.5 Pro หรือโมเดลตระกูล GPT ที่ใกล้เคียงกัน มากกว่าจะเรียนจาก Opus”
ข่าวนี้ควรอ่านพร้อมกับความเข้าใจว่ามันวัดอะไร เพราะมันไม่ใช่หลักฐานการกลั่นโมเดล และผู้เขียนเองก็ไม่ได้อ้างแบบนั้น
วิธีวัด: เสียบความคิด 1% แล้วนับคำที่ตรงกัน
ขั้นตอนต่อโจทย์หนึ่งข้อคือสร้างคำตอบจากโมเดลเป้าหมายสองครั้ง ครั้งแรกปกติ ครั้งที่สองบังคับให้ช่องความคิดของโมเดลเริ่มต้นด้วย 1% แรกของสายความคิดของ GPT-5.5 Pro แล้วปล่อยให้คิดต่อเอง โดยคำตอบที่มองเห็นยังถูกสร้างอย่างอิสระ
จากนั้นวัดว่าคำตอบที่มองเห็นของครูปรากฏใน 100 โทเคนแรกของคำตอบนักเรียนมากแค่ไหน คะแนนแต่ละช่องคือค่าเฉลี่ยของ source recall ระดับ unigram, bigram และ trigram ส่วน delta คือส่วนต่างเป็นจุดเปอร์เซ็นต์ ชุดโจทย์รอบนี้มี 45 ข้อ แบ่งเป็น STEM 15 ข้อ non-STEM 15 ข้อ และปริศนาสังเคราะห์ 15 ข้อ
ผลรวมทั้ง 45 ข้อ:
| โมเดล | ไม่เสียบ | เสียบความคิด GPT-5.5 Pro | ส่วนต่าง |
|---|---|---|---|
| DeepSeek V4 Flash | 27.30% | 26.13% | −1.17 |
| Inkling | 19.99% | 20.45% | +0.46 |
| Kimi K3 | 31.11% | 35.65% | +4.54 |
| Qwen3.8 A95B | 16.79% | 34.97% | +18.18 |
แยกตามหมวดของ Qwen: STEM ขยับ +26.99 จุด (19.26% เป็น 46.24%) non-STEM +12.80 จุด และปริศนา +14.75 จุด
จุดที่ทำให้ผลนี้มีน้ำหนักคือชุดปริศนา
ถ้าดูแค่ตารางเดียวจะพลาดสิ่งที่ทำให้การทดลองนี้ออกแบบมาดี — ชุดปริศนาสังเคราะห์
รอบแรกอธิบายไว้ว่าชุดนี้เป็นโจทย์แบบเดารูปแบบการสลับตัวอักษร เช่น ให้ f('sambas') = 'asmbsa', f('kameda') = 'akmead' แล้วถามย้อนกลับ และผู้เขียนระบุว่า “ไม่ได้เผยแพร่หรือมีอยู่ที่ไหนบนอินเทอร์เน็ตสาธารณะ” ความสำคัญของมันคือมันตัดคำอธิบายที่ง่ายที่สุดออกไป — ถ้าโมเดลสองตัวตอบเหมือนกันบนโจทย์ที่หาในเน็ตได้ อาจเป็นเพราะทั้งคู่เคยเห็นเฉลยเดียวกันตอนเทรน แต่ถ้าเหมือนกันบนโจทย์ที่ไม่เคยมีใครเห็น คำอธิบายนั้นใช้ไม่ได้
และตรงนี้เองที่การเทียบสองรอบให้ภาพที่คมที่สุด รอบแรกที่ใช้ Opus 4.8 เป็นครู Qwen ทำคะแนนบนชุดปริศนา “ลดลง” 5.95 จุด (28.63% เหลือ 22.68%) คือการเสียบความคิดของ Opus ทำให้มันแย่ลง ส่วนรอบนี้ที่ใช้ GPT-5.5 Pro เป็นครู Qwen ขึ้น 14.75 จุด บนชุดเดียวกัน การกลับทิศแบบนี้บนชุดโจทย์ที่ไม่มีในเน็ตคือสิ่งที่ทำให้ข้อสังเกตของผู้เขียนไม่ใช่แค่เสียงรบกวน
Kimi K3 เป็นอีกกรณีที่น่าสนใจในทางกลับกัน มันมีคะแนนทับซ้อนกับ GPT-5.5 Pro สูงที่สุดทั้งตอนไม่เสียบและตอนเสียบ (31.11% และ 35.65%) แต่การเสียบเพิ่มให้แค่ 4.54 จุด รอบแรกก็เป็นแบบเดียวกันคือ Kimi ขึ้น 8.98 จุดบน HLE แต่ขึ้นแค่ 0.47 จุดบนชุดปริศนา ซึ่งผู้เขียนเองตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้า prefill ถ่ายทอดสไตล์การให้เหตุผลแบบทั่วไปจริง ผมคาดว่าน่าจะเห็นผลชัดกว่านี้บนงานสังเคราะห์ใหม่ ๆ ด้วย”
รอบแรกยังทำสิ่งที่งานประเภทนี้มักไม่ทำ คือทำซ้ำผลของงานต้นทาง ผู้เขียนระบุว่าตัวเลข Kimi K3 ของตัวเองสอดคล้องกับ Appendix B.2 ของ Stolen Thoughts ที่รายงานการเพิ่มขึ้น 15 จุดบน STEM และ 8.6 จุดบน non-STEM ขณะที่การรัน HLE 30 ข้อของตัวเองได้ 8.98 จุดรวม — ตรงทิศทางและใกล้เคียงขนาด พร้อมหมายเหตุตามตรงว่า “ชุดย่อย HLE ที่งานต้นทางใช้ไม่ได้เปิดเผย”
สิ่งที่ตัวเลขนี้บอกไม่ได้
ต้องพูดให้ชัดสี่ข้อ เพราะเรื่องแบบนี้ถูกเอาไปพาดหัวผิดง่ายมาก
หนึ่ง — นี่ไม่ใช่การพิสูจน์ว่ามีการกลั่นโมเดล สิ่งที่วัดคือ n-gram overlap ของ 100 โทเคนแรก ซึ่งเป็นตัวแทนความคล้ายของ ถ้อยคำ ไม่ใช่หลักฐานของ เส้นทางข้อมูลเทรน โมเดลสองตัวอาจเขียนคล้ายกันเพราะเรียนจากข้อความอินเทอร์เน็ตชุดใกล้เคียงกัน เพราะใช้เทมเพลตโพสต์เทรนที่คล้ายกัน หรือเพราะข้อมูลสังเคราะห์ที่ทั้งคู่ซื้อมาจากผู้ขายเดียวกัน ผู้เขียนใช้คำว่า “may have learned” ซึ่งเป็นคำที่ถูกต้อง
สอง — n = 45 และแยกเป็นหมวดละ 15 ข้อ ตัวเลข +26.99 จุดบน STEM มาจากโจทย์ 15 ข้อ ช่วงความเชื่อมั่นของอะไรก็ตามที่คำนวณจากฐานนี้กว้างมาก ตารางไม่มีค่าเบี่ยงเบนหรือช่วงความเชื่อมั่นให้เลย
สาม — สองรอบเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ รอบแรกใช้ HLE 30 ข้อบวกปริศนา 15 ข้อ รอบนี้ใช้ STEM/non-STEM/ปริศนา อย่างละ 15 ข้อ ดังนั้นคะแนน “ไม่เสียบ” ของ Qwen ที่ 29.25% ในรอบแรกกับ 16.79% ในรอบนี้ ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกันที่เปลี่ยนไป แต่เป็นคนละชุดโจทย์และคนละครู เปรียบเทียบได้เฉพาะทิศทางของ delta ภายในหมวดที่ตรงกัน ซึ่งก็คือชุดปริศนาที่กล่าวไปแล้ว
สี่ — นี่คือ gist ของบุคคลคนเดียว ไม่ผ่าน peer review ไม่มีโค้ดหรือชุดข้อมูลแนบให้รันซ้ำ (ชุดปริศนาไม่เปิดโดยเจตนา ซึ่งจำเป็นต่อวิธีวัดแต่ก็แปลว่าคนนอกทำซ้ำไม่ได้) และไม่มีคำชี้แจงจากฝั่ง Alibaba ผู้เขียนคือผู้ก่อตั้ง TabbyML ซึ่งเป็นคนในวงการที่มีชื่อ แต่ก็ไม่ใช่สถาบันตรวจสอบอิสระ
มุมมอง AI Curator
สิ่งที่ควรเก็บจากงานนี้ไม่ใช่ข้อสรุปเรื่อง Qwen แต่คือการมีอยู่ของวิธีวัดประเภทนี้ และสิ่งที่มันกำลังจะกลายเป็น
จนถึงตอนนี้ การถามว่าโมเดลเปิดตัวหนึ่งเรียนมาจากไหนเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ในทางปฏิบัติ หลักฐานที่คนใช้กันคือประเภท “โมเดลนี้บอกว่าตัวเองชื่อ ChatGPT” ซึ่งพิสูจน์ได้แค่ว่ามีข้อความจาก ChatGPT ปนอยู่ในคลังข้อมูลที่ไหนสักแห่ง ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับกระบวนการเทรนเลย งานตระกูล reasoning prefill นี้เป็นความพยายามแรก ๆ ที่จะทำให้คำถามนี้มีตัวเลขที่มีระเบียบวิธี ต่อให้ตัวเลขยังอ่อนแรงด้วยขนาดตัวอย่าง การออกแบบด้วยชุดโจทย์ที่ไม่มีในเน็ตคือความคิดที่ถูกทาง
และมันกำลังจะสำคัญขึ้นด้วยเหตุผลเชิงกฎหมาย ไม่ใช่เชิงวิชาการ สัญญาการใช้งานของแล็บปิดแทบทุกรายมีข้อห้ามเอาเอาต์พุตไปเทรนโมเดลที่แข่งกัน — บล็อกนี้เพิ่งเขียนถึงกรณี Desert Ant Labs ที่เขียนข้อห้ามนี้ไว้ในไลเซนส์ของตัวเองเมื่อวานนี้เอง ข้อห้ามพวกนั้นบังคับใช้ไม่ได้เลยถ้าไม่มีใครพิสูจน์การละเมิดได้ ถ้าวิธีวัดแบบนี้ถูกพัฒนาจนน่าเชื่อถือพอ มันจะเปลี่ยนข้อสัญญาที่เป็นแค่ตัวอักษรให้กลายเป็นข้อสัญญาที่มีฟัน และผลกระทบจะไม่ได้ตกที่แล็บใดแล็บหนึ่ง แต่ตกที่ทุกคนที่ปล่อยน้ำหนักโมเดลออกมาให้ตรวจได้ — ซึ่งก็คือฝั่งโอเพนซอร์สนั่นเอง
ตรงนี้คือความย้อนแย้งที่ทีมไทยควรคิดต่อ โมเดลที่เปิดน้ำหนักคือโมเดลที่ถูกตรวจแบบนี้ได้ ส่วนโมเดลปิดตรวจไม่ได้ ถ้าเครื่องมือวัดร่องรอยการกลั่นพัฒนาไปโดยที่ไม่มีใครวัดฝั่งปิดได้เลย เราจะได้โลกที่แล็บเปิดถูกจับผิดตลอดเวลาส่วนแล็บปิดปลอดภัยเพราะไม่มีใครเข้าถึงน้ำหนักไปทดสอบ นั่นเป็นแรงจูงใจที่ผิดทิศสำหรับระบบนิเวศที่ประเทศอย่างไทยพึ่งพาโมเดลเปิดเป็นหลัก
ในทางปฏิบัติวันนี้ คำแนะนำคือ อย่าเปลี่ยนการตัดสินใจเรื่องโมเดลเพราะ gist นี้ ถ้าคุณใช้ Qwen3.8 อยู่และมันทำงานได้ ผลนี้ไม่ได้เปลี่ยนคุณภาพของมันแม้แต่นิดเดียว และไม่มีข้อกฎหมายใดที่กระทบผู้ใช้ปลายทาง สิ่งที่ควรทำแทนคือจับตาดูว่ามีใครทำซ้ำผลนี้ด้วยชุดโจทย์ของตัวเองได้ไหม — เพราะข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดของงานนี้คือมันทำซ้ำไม่ได้โดยการออกแบบ และวิธีเดียวที่จะแก้คือให้คนอื่นสร้างชุดปริศนาลับของตัวเองขึ้นมาแล้ววัดใหม่ ซึ่งเป็นงานที่ทีมวิจัยไทยที่มีโจทย์ภาษาไทยของตัวเองอยู่แล้วทำได้ไม่ยาก และจะเป็นการมีส่วนร่วมที่มีค่ากว่าการถกกันบน X ว่าใครลอกใคร
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด งานวิจัย
Anthropic ให้ Claude สร้างชุดข้อมูลที่ดูไร้พิษภัยแต่ทำโมเดลเบี้ยว ซ่อนในเรื่องเลี้ยงผึ้งและมวยปล้ำ จนผ่านระบบตรวจที่คล้ายของจริง
ทีม Alignment ของ Anthropic ให้ Claude ปีนหาชุดข้อมูล fine-tune ที่หลบ monitor ได้ ผลคือซ่อนพฤติกรรมในงานเขียนแนวบทบาทสมมติ และโมเดลที่เทรนแล้วนำไปใช้ในบุคลิกตัวเอง ผลซ้ำได้บน Qwen 3.6 27B แต่การทดลองเอื้อฝ่ายโจมตีมากและไม่ได้สะท้อนโมเดลที่ใช้งานจริง
Memdoor ทำซ้ำ GVS5H ได้: ทีม Qwen3.8-27B ห้าตัวตามทัน Fable 5 บนโจทย์ LiveCodeBench Hard แต่ผู้ทำบอกเองว่า 'เท่า' ไม่ใช่ 'ชนะ'
Memdoor ปล่อย workflow team-solve ที่เขียนวิธี GVS5H เป็น YAML ล้วนและทำคะแนน 9.8/10 บน LiveCodeBench Hard 10 ข้อ เทียบกับ 8.0 ของ Fable 5 แบบเรียกครั้งเดียว แต่ตัวอย่างเล็กและมีข้อจำกัด ส่วนงานวิจัยต้นฉบับชี้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ช่วยทุกโมเดล
QwenPU รัน LLM ซ้อนใน LLM ด้วยหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ส่วน bootgpt ทำให้เครื่อง 386 บูตเข้าโมเดลภาษาโดยไม่มี OS
ผู้สร้าง Qwenputer ปล่อย QwenPU เมื่อ 31 ต.ค. รัน stories260K ของ Karpathy บนหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ลดเหลือ 53,000 trace token ต่อหนึ่ง token เรื่องเล่า วันเดียวกัน bootgpt ใส่โมเดล int8 ขนาด 11.5KB ให้บูตบนเครื่อง 386 โดยไม่มี OS