Sakana AI เปิด PC-ALM ฝึกโครงข่าย 1,000 ชั้นโดยไม่ใช้ backpropagation — บน MNIST ห่าง backprop ราว 2 จุด แต่บน CIFAR-10 ด้วย ResNet-18 ยังตามหลัง 16 จุด
Sakana AI แล็บจากโตเกียวเผยแพร่บล็อกแบบ interactive เรื่อง PC-ALM (Augmented Lagrangian Predictive Coding) ของ Jeffrey Seely และ Julian Gould พร้อมโค้ดอ้างอิงภาษา JAX ใต้ไลเซนส์ MIT ที่ github.com/SakanaAI/pc-alm (commit แรก 8 ก.ย. 2026) ข่าวนี้ขึ้นหน้าแรก Hacker News เมื่อ 14 ก.ย. ข้อเสนอของงานคือวิธีฝึกโครงข่ายประสาทเทียมที่ ไม่ใช้ backpropagation เลย แต่ละชั้นสื่อสารกับชั้นที่อยู่ติดกันเท่านั้น และทีมบอกว่า “เท่าที่เรารู้” นี่เป็นวิธีแบบ layer-local วิธีแรกที่ฝึกโครงข่ายลึกถึง 1,000 ชั้น ได้สำเร็จ
เรื่องวันที่ต้องแยกให้ชัด: paper arXiv:2605.31022 ขึ้นมาตั้งแต่ 29 พ.ค. 2026 และยังมีแค่ v1 ซึ่ง abstract ทดลองลึกสุดแค่ 128 ชั้น ผลที่เป็นหัวข่าว คือ MLP 1,000 ชั้นกับ ResNet-18 บน CIFAR-10 และ Tiny ImageNet มีอยู่ในบล็อกฉบับนี้เท่านั้น ยังไม่อยู่ใน paper ฉบับที่เปิดให้อ่าน และสคริปต์ในรีโปก็ครอบคลุมแค่กริด MNIST / Fashion-MNIST
ปัญหาที่งานนี้พยายามแก้
backprop ทำงานเป็นสามจังหวะตามลำดับตายตัว คือ forward pass แล้ว backward pass แล้วจึงอัปเดตน้ำหนัก นิวรอนในชั้นต้นต้องถือค่า activation รอจนสัญญาณ error เดินทางกลับมาถึง บล็อกเรียกปัญหานี้ว่า “phase locking” สมองไม่มีกลไกที่รู้จักซึ่งจะประสานจังหวะแบบนี้ได้ทั้งเครือข่าย การหาว่าสมองแก้ปัญหา credit assignment ในหลายชั้นได้อย่างไรจึงยังเป็นโจทย์เปิดของประสาทวิทยา
Predictive coding (PC) เป็นทางเลือกแบบ local ที่รู้จักกันมานาน แต่ละชั้นพยายามทำนายสัญญาณที่เข้ามา แล้วส่งต่อเฉพาะ “ส่วนที่ทำนายพลาด” ทุกการอัปเดตใช้ข้อมูลจากชั้นข้างเคียงเท่านั้น ข้อเสียที่มีการบันทึกไว้คือ signal decay สัญญาณ supervision ที่เข้ามาทางชั้นบนสุดต้องไหลผ่าน “การประนีประนอม” ของแต่ละชั้นทีละขั้น พอเครือข่ายลึกและแคบ (ความกว้างน้อยกว่าความลึก) สัญญาณก็จางหายไปก่อนจะถึงชั้นล่าง
PC-ALM เพิ่มอะไร
PC-ALM เปลี่ยนฟังก์ชันพลังงานของ PC เป็น augmented Lagrangian ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐานในงาน distributed optimization แล้วเพิ่ม “dual neuron” (ตัวคูณลากรองจ์) หนึ่งชุดต่อชั้น ที่ขนาดเท่ากับ activation ของชั้นนั้น ระหว่าง inference ตัวแปร dual จะสะสม prediction error ของชั้นตัวเองไปเรื่อย ๆ ผู้เขียนตีความว่าแต่ละชั้นกลายเป็น ตัวควบคุมป้อนกลับแบบ PI โดย error ปัจจุบันคือเทอม P และ error สะสมคือเทอม I ส่วน credit assignment ระดับทั้งเครือข่ายเกิดจากตัวควบคุมย่อยเหล่านี้ทำงานร่วมกัน
ฐานทางทฤษฎีมาจากงานของ LeCun ในปี 1988 ที่แสดงว่าตัวคูณลากรองจ์ของเครือข่ายแบบมีเงื่อนไขเข้ารหัสสัญญาณ credit ของ backprop ไว้ที่จุดสมดุล paper พิสูจน์ว่า ในเครือข่ายเชิงเส้น ตัวแปร dual ของ PC-ALM ลู่เข้าสู่ gradient ของ backprop แบบตรงทุกค่า โดยใช้การคำนวณแบบ local ล้วน ส่วนเครือข่ายไม่เชิงเส้นยังเป็นเรื่องที่ต้องทดลองดู ทีมยังพบพฤติกรรมที่เรียกว่า credit propagation แบบ “ballistic” สัญญาณเคลื่อนเป็นหน้าคลื่นจากชั้นบนลงล่างเร็วกว่าและกระจายสม่ำเสมอกว่าการแพร่แบบความร้อนของ PC และนิวรอนแต่ละตัวแกว่งแบบหน่วง ถ้าขนาดก้าวของ dual (α) ใหญ่เกินไป ระบบจะไม่เสถียร
ตัวเลขจากตารางของ Sakana เอง
MLP กว้าง 32 ฝึก 1 epoch เฉลี่ย 3 seed (Tiny ImageNet ใช้ 5 seed) และทุกวิธีใช้งบ inference เท่ากันที่ T = 2L:
| ชุดข้อมูล / โมเดล | Backprop | PC | PC-ALM |
|---|---|---|---|
| MNIST, MLP 32 ชั้น | 86.48 | 63.21 | 84.96 |
| MNIST, MLP 128 ชั้น | 80.84 | 42.55 | 78.91 |
| Fashion-MNIST, MLP 128 ชั้น | 74.70 | 53.20 | 73.64 |
| CIFAR-10, ResNet-18 | 90.44 | 55.93 | 74.18 |
| Tiny ImageNet top-1, ResNet-18 | 44.93 | 12.00 | 19.72 |
สำหรับการทดลอง 1,000 ชั้น (residual MLP กว้าง 32 บน MNIST ฝึก 5 epoch) กราฟในบล็อกแสดง PC-ALM ราว 87–88% เทียบกับ backprop ราว 89–90% ขณะที่ PC ธรรมดาตกไปอยู่ราว 60% ตัวเลขนี้อ่านจากกราฟ บล็อกไม่ได้ให้ค่าเป็นตัวเลข ส่วนคำบรรยายกราฟบอกว่า PC-ALM “อยู่ภายในราว 2 จุดของ backprop ตลอดทุกความลึก”
ตารางนี้เล่าสองเรื่องพร้อมกัน บน MLP แคบ ๆ PC-ALM ปิดช่องว่างเกือบหมดจริง แต่พอขยับไปงานภาพที่ยากขึ้นด้วย ResNet-18 ช่องว่างกลับมาชัด ตามหลัง backprop 16 จุดบน CIFAR-10 และ 25 จุดบน Tiny ImageNet top-1 คำว่า “near-backprop” ในหัวบล็อกจึงใช้ได้กับการทดลองแบบ MLP เท่านั้น แม้ PC-ALM จะดีกว่า PC ธรรมดาในทุกแถวก็ตาม
สิ่งที่บล็อกไม่ได้บอก
- ต้นทุนการคำนวณ: ทุก mini-batch ต้องรัน inference T = 2L ก้าวก่อนอัปเดตน้ำหนักหนึ่งครั้ง เครือข่าย 1,000 ชั้นจึงต้องรัน 2,000 ก้าวต่อ batch ขณะที่ backprop ใช้ forward กับ backward อย่างละรอบ บล็อกไม่มีตัวเลขเวลาหรือ FLOPs เทียบกันเลย ทีมบอกเองว่าแรงจูงใจหลักคือความเข้าใจทางประสาทวิทยา และผลพลอยได้ที่หวังไว้คือฮาร์ดแวร์ neuromorphic ที่การจำลองระบบพลวัตถูกกว่าบน GPU ไม่ใช่การฝึกบน GPU ให้เร็วขึ้น
- สิ่งที่ทำซ้ำได้วันนี้: README ให้คำสั่งทำซ้ำหนึ่งช่องของกริด (Fashion-MNIST, กว้าง 32, ลึก 32, ReLU) และบอกผลที่คาดไว้จากการรันบน CPU คือ BP 78.66%, PC 68.13%, PC-ALM 77.75% ค่า cosine ระหว่าง gradient กับของ backprop อยู่ที่ 0.604 สำหรับ PC และ 0.909 สำหรับ PC-ALM กริดเต็มคือ 675 รัน แต่รีโปยังไม่มีสคริปต์ของการทดลอง 1,000 ชั้นหรือ ResNet-18
- สิ่งที่ต้องแลก: ใน PC ค่า activation หลัง inference จะต่างจาก forward pass ซึ่งงานก่อนหน้าเรียกว่า prospective configuration และพบว่าช่วยให้เรียนรู้จากตัวอย่างน้อยได้ดีขึ้น ผู้เขียนยอมรับว่า PC-ALM เสียคุณสมบัตินี้ไปที่จุดลู่เข้า และสงสัยว่าอาจเป็นการแลกกันแบบพื้นฐานระหว่างสองคุณสมบัติ
มุมมอง AI Curator
ข่าวนี้อ่านได้สองแบบ แบบที่ผิดคือ “Sakana หาตัวแทน backprop ได้แล้ว” งานนี้ไม่ได้อ้างอย่างนั้น และตัวเลข CIFAR-10 กับ Tiny ImageNet ของทีมเองก็บอกชัดว่ายังไม่ใช่ ใครที่ฝึกโมเดลภาษาหรือโมเดลภาพบน GPU ในวันนี้ งานนี้ไม่ได้เปลี่ยนอะไรในงานประจำวันของคุณ แบบที่ถูกคือ ปัญหา signal decay ที่ทำให้ predictive coding ติดอยู่กับเครือข่ายตื้น ๆ มานาน ถูกแก้ด้วยเครื่องมือจาก optimization ที่มีมาหลายสิบปี แค่เพิ่มตัวแปรหนึ่งชุดต่อชั้นโดยไม่เพิ่มงบ inference พอข้ามจาก “ลึกได้ราวร้อยชั้น” ไปเป็น “พันชั้น” คำถามต่อไปก็เปลี่ยนจากทำได้หรือไม่ ไปเป็นทำให้ดีบนงานยาก ๆ ได้หรือไม่
ประเด็นที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุดคือฮาร์ดแวร์ การเรียนรู้แบบ local ที่ไม่ต้องล็อกจังหวะทั้งเครือข่ายคือสิ่งที่ชิป neuromorphic และ analog in-memory computing ต้องการ เพราะชิปพวกนี้เก็บ activation ไว้รอ backward pass ได้ยาก ถ้าวันหนึ่งอุปกรณ์ปลายทางต้องเรียนรู้ต่อเนื่องบนตัวเองด้วยพลังงานต่ำ วิธีตระกูลนี้คือผู้สมัครตัวจริง นอกจากนี้งานนี้ยังเข้ากับแนวของ Sakana ที่ชอบหยิบกลไกจากธรรมชาติมาทำงานวิจัย ตั้งแต่ evolutionary model merging ไปจนถึง Continuous Thought Machines แทนที่จะแข่งกันขยายขนาดโมเดลแบบแล็บใหญ่
สำหรับนักวิจัยและนักศึกษาไทย งานแบบนี้เข้าถึงง่ายผิดปกติ ชุดข้อมูลคือ MNIST และ Fashion-MNIST โค้ดรันบน CPU ได้ และคำถามที่ยังเปิดอยู่ ทั้งเรื่องต้นทุน T = 2L งานเชิงเวลา loss แบบ self-supervised และช่องว่างบน ResNet ล้วนเป็นโจทย์วิทยานิพนธ์ที่ไม่ต้องใช้คลัสเตอร์ GPU แค่ต้องจำไว้ว่าผล 1,000 ชั้นกับ ResNet ยังรอเวอร์ชันที่ตรวจสอบได้ ทั้งใน paper ฉบับถัดไปและในรีโป ก่อนจะอ้างต่อเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด งานวิจัย
Anthropic ให้ Claude สร้างชุดข้อมูลที่ดูไร้พิษภัยแต่ทำโมเดลเบี้ยว ซ่อนในเรื่องเลี้ยงผึ้งและมวยปล้ำ จนผ่านระบบตรวจที่คล้ายของจริง
ทีม Alignment ของ Anthropic ให้ Claude ปีนหาชุดข้อมูล fine-tune ที่หลบ monitor ได้ ผลคือซ่อนพฤติกรรมในงานเขียนแนวบทบาทสมมติ และโมเดลที่เทรนแล้วนำไปใช้ในบุคลิกตัวเอง ผลซ้ำได้บน Qwen 3.6 27B แต่การทดลองเอื้อฝ่ายโจมตีมากและไม่ได้สะท้อนโมเดลที่ใช้งานจริง
Memdoor ทำซ้ำ GVS5H ได้: ทีม Qwen3.8-27B ห้าตัวตามทัน Fable 5 บนโจทย์ LiveCodeBench Hard แต่ผู้ทำบอกเองว่า 'เท่า' ไม่ใช่ 'ชนะ'
Memdoor ปล่อย workflow team-solve ที่เขียนวิธี GVS5H เป็น YAML ล้วนและทำคะแนน 9.8/10 บน LiveCodeBench Hard 10 ข้อ เทียบกับ 8.0 ของ Fable 5 แบบเรียกครั้งเดียว แต่ตัวอย่างเล็กและมีข้อจำกัด ส่วนงานวิจัยต้นฉบับชี้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ช่วยทุกโมเดล
QwenPU รัน LLM ซ้อนใน LLM ด้วยหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ส่วน bootgpt ทำให้เครื่อง 386 บูตเข้าโมเดลภาษาโดยไม่มี OS
ผู้สร้าง Qwenputer ปล่อย QwenPU เมื่อ 31 ต.ค. รัน stories260K ของ Karpathy บนหน่วยเวกเตอร์ที่คอมไพล์ลงในน้ำหนัก Qwen3.5-4B ลดเหลือ 53,000 trace token ต่อหนึ่ง token เรื่องเล่า วันเดียวกัน bootgpt ใส่โมเดล int8 ขนาด 11.5KB ให้บูตบนเครื่อง 386 โดยไม่มี OS