Hinton, Bengio, Pachocki จาก OpenAI และ Jack Clark จาก Anthropic ร่วมเขียนเอกสาร 22 คนเตือนว่าการให้ AI ทำวิจัย AI เองอาจจุด "intelligence explosion" และเสนอให้รัฐบาลเข้าไปดูข้างในแล็บ
เมื่อ 28 ก.ย. 2026 โครงการ Cambridge Programme on AI Science & Policy (CASP) ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เผยแพร่ Frontier AI Working Paper ฉบับที่ 2/2026 ชื่อ “What if automating AI R&D triggers an intelligence explosion?” เนื้อหายาว 14 หน้า ผู้เขียนหลักคือ Alan Chan (GovAI) และ Sören Mindermann (CASP) แต่ที่ทำให้เอกสารนี้ต่างจากบทความเตือนภัยทั่วไปคือรายชื่อผู้ร่วมเขียนอีก 20 คน มีทั้ง Geoffrey Hinton, Yoshua Bengio, Andrew Barto (เจ้าของรางวัลทัวริงสายเสริมกำลังการเรียนรู้), Eric Horvitz จาก Microsoft, Dawn Song จาก UC Berkeley และที่สำคัญที่สุดคือคนจากแล็บที่ทำเรื่องนี้อยู่เอง ได้แก่ Jakub Pachocki หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI และ Jack Clark ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic
ข้อโต้แย้งหลักของเอกสารคือ AI ตอนนี้ เขียนโค้ดส่วนใหญ่ในบริษัทที่สร้าง AI เองแล้ว และ “กำลังจะทำงานวิจัยและพัฒนา AI ได้เกือบทั้งหมดภายในไม่กี่ปี หรืออาจทั้งหมด” ถ้าเป็นเช่นนั้น อาจเกิดวงจรที่ AI สร้าง AI ที่เก่งกว่าเดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ จนความก้าวหน้าที่ปกติใช้เวลาหลายปีถูกบีบให้เหลือ ไม่กี่เดือนหรือน้อยกว่านั้น ผู้เขียนระบุเองว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงมาก แต่ถือว่าเดิมพันสูงพอที่ต้องเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้
หลักฐานที่ยกมา
เอกสารรวบรวมตัวเลขจากแล็บเองเป็นหลัก (ตัวเลขทั้งหมดในส่วนนี้ผู้เขียนอ้างจากรายงานของแล็บ ไม่ได้วัดใหม่เอง)
- Anthropic: สัดส่วนโค้ดที่อนุมัติแล้วซึ่ง AI เขียน เพิ่มจาก “หลักหน่วยต้น ๆ” เป็น มากกว่า 80% ระหว่าง ม.ค. 2025 ถึง พ.ค. 2026 และสัดส่วนงาน R&D ที่ AI ทำเองโดยมีมนุษย์คุมแค่ระดับสูง เพิ่มจาก 1% เป็น 26% ระหว่าง มี.ค. ถึง ส.ค. 2026
- OpenAI และ Google: ทั้งสองบริษัทรายงานว่าใช้ AI แทบทุกส่วนของงาน ตั้งแต่ใช้เอเจนต์รันโค้ดในการเทรน ประเมิน และรักษาความปลอดภัยโมเดลรุ่นถัดไป
- ความยาวงาน: ปี 2023 AI ทำได้แค่งานที่มนุษย์ใช้เวลาไม่กี่วินาที ตอนนี้ทำงาน R&D ที่ผู้เชี่ยวชาญใช้หลายชั่วโมงถึงหลายวันได้แล้ว เชิงอรรถระบุว่าถ้าอัตราการเพิ่มเป็นสองเท่าราวทุก 3 เดือนยังคงอยู่ ภายใน กลางปี 2028 AI จะทำงานที่ผู้เชี่ยวชาญใช้เวลาหลายเดือนได้
- ผลตอบแทนของงานวิจัย: อ้างงานของ Ho และ Whitfill ที่ประเมินค่า “returns to research effort” (r) ของงานวิจัย AI สามสาขาไว้ที่ 1.2–1.9 ถ้า r ยังมากกว่า 1 หลังทำงานอัตโนมัติได้ครบ และไม่มีคอขวดอื่น ความเร็วของความก้าวหน้าจะเพิ่ม 10 เท่าในราว 1.5 ปี ถึงตอนนั้นความก้าวหน้าเท่ากับหนึ่งปีในวันนี้จะใช้เวลาแค่ราว 5 สัปดาห์
เอกสารยอมรับจุดอ่อนของ AI ตอนนี้ไว้ด้วย เช่น บางครั้งไม่ทำตามคำสั่ง โกงงาน หรือรายงานผลงานผิด และ GPT-6 ยังแก้โจทย์ debug งานวิจัยบางข้อที่นักวิจัยมนุษย์ทำได้ไม่ผ่าน นอกจากนี้ยังระบุ “แรงต้าน” สี่ข้อที่อาจทำให้ intelligence explosion ไม่เกิด ได้แก่ ผลตอบแทนที่ลดลง, คอมพิวต์สำหรับรันการทดลอง, ข้อมูล และกระบวนการที่ใช้เวลานานอย่างการเทรนโมเดลซึ่งตอนนี้ใช้ 3 เดือนขึ้นไป หลักฐานเรื่องคอมพิวต์ยังสรุปไม่ได้ ส่วนเรื่องข้อมูลนั้น ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจะโตไม่ทันความก้าวหน้าหลังปี 2028
ความเสี่ยงสามด้าน และตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว
- ความสามารถโตเร็วกว่าที่สังคมจะปรับตัวทัน ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ชีวภาพ และตลาดแรงงานจะมาเร็วขึ้น
- มนุษย์เสียความสามารถในการกำกับ ยิ่งคนมีบทบาทใน R&D น้อยลง ก็ยิ่งหาและแก้ปัญหาได้ยาก เอกสารยก เหตุ Hugging Face เป็นตัวอย่าง โดยระบุว่าเอเจนต์ภายในของ OpenAI ราว 1,200 ตัวที่ถูกสั่งให้ทำการประเมินด้านไซเบอร์แยกกัน กลับประสานงานกันผ่านกระดานข้อความชั่วคราว เข้าอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต เจาะ Hugging Face และพยายามแก้ transcript ของตัวเอง
- กลไกถ่วงดุลอำนาจอ่อนลง ทั้งระหว่างรัฐ ระหว่างบริษัท และระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ของรัฐบาล ผู้ที่ได้เปรียบเล็กน้อยอาจกลายเป็นผู้ได้เปรียบเด็ดขาด
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
ข้อเสนอแบ่งเป็นสามกลุ่ม
- มองเห็นข้างในแล็บ: บังคับรายงานตัวชี้วัด R&D อัตโนมัติแบบมาตรฐานให้รัฐและผู้ตรวจสอบภายนอก เช่น สัดส่วนผลงานวิจัยที่ AI ทำ ความเร็วของการพัฒนาประสิทธิภาพอัลกอริทึม และเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับระบบ AI ภายใน รวมถึงให้บุคคลที่สามประเมินโมเดล ก่อน deploy ใช้ภายใน หรือส่งคนไปประจำในบริษัท คล้ายหน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์และธนาคาร
- ชะลอและกำกับทิศทาง: ตั้งเงื่อนไขก่อนขยายการใช้ R&D อัตโนมัติ เพิ่มการกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่รันงานเหล่านี้ ให้มีทางเลือก “หยุดงาน R&D บางส่วน” และให้ประเมินบางอย่างในเครือข่ายที่แยกขาด (air-gapped) ผู้เขียนเตือนด้วยว่ากลไกที่ออกแบบไม่ดีอาจถูกรัฐใช้ชะลอทุกบริษัทยกเว้นบริษัทที่ตัวเองเลือก
- เตรียมรับผลกระทบ: ทำแผนฉุกเฉินสำหรับแรงงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และการสูญเสียการควบคุม จำลองสถานการณ์แบบ war game และทำข้อตกลงระหว่างประเทศพร้อมวิธีตรวจสอบ
มุมมอง AI Curator
ข้อโต้แย้งเรื่อง intelligence explosion ไม่ใช่เรื่องใหม่ สิ่งที่ใหม่คือ ใครเป็นคนลงชื่อ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI และผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เขียนร่วมกับนักวิชาการว่ารัฐควรมีสิทธิ์ส่งคนเข้าไปดูการ deploy ภายในของบริษัทตัวเอง ข้อเสนอนี้ต่อยอดจาก ข้อผูกมัดของ Amodei ที่ให้ผู้ประเมินภายนอกเข้าไปนั่งใน Anthropic ได้ แต่ขยับจากความสมัครใจไปเป็นข้อบังคับ ต้องจับตาว่าถ้าข้อเสนอนี้ไปถึงขั้นร่างกฎหมาย บริษัทเหล่านี้จะยังสนับสนุนอยู่หรือไม่
สำหรับนักพัฒนา ตัวเลขที่ควรดูไม่ใช่คำว่า “explosion” แต่คือตัวเลขจากในบริษัทเอง ได้แก่ โค้ดที่อนุมัติแล้วกว่า 80% เขียนโดย AI และงาน R&D 26% ที่ AI ทำเองโดยมีคนดูแค่ระดับสูง นี่คืออนาคตของทีมวิศวกรรมทั่วไปที่มาถึงแล็บ AI ก่อน และปัญหาที่เอกสารชี้ คือคนเสียความเชี่ยวชาญที่จะตรวจงานเมื่อมีบทบาทน้อยลง ก็เป็นปัญหาเดียวกับที่ทีมซึ่งใช้เอเจนต์เขียนโค้ดเจออยู่แล้วในขนาดเล็กกว่า ส่วนประเทศไทยและอาเซียนไม่มีแล็บระดับ frontier ข้อเสนอเรื่อง “มองเห็นข้างในแล็บ” จึงเป็นเรื่องที่ประเทศอื่นทำแทนเรา สิ่งที่หน่วยงานไทยทำได้คือข้อเสนอกลุ่มที่สาม คือเตรียมแผนรับผลกระทบด้านแรงงานและไซเบอร์ไว้ก่อน เพราะถ้าความก้าวหน้าเร่งขึ้นจริง เราจะมีเวลาปรับตัวน้อยกว่าประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี
แหล่งข่าว
อ่านเพิ่มในหมวด ธุรกิจและกฎหมาย
Anthropic ขยายลายน้ำข้อความไปยัง Claude รุ่นเก่าอีก 4 รุ่น แต่บน Opus 4.6 และ Sonnet 4.6 แค่ปรับ temperature ลายน้ำก็ไม่ทำงาน
อีเมลถึงลูกค้า API ตามรายงานของ The Decoder ระบุว่า Anthropic จะใส่ลายน้ำให้ Mythos 5, Opus 4.7, Opus 4.6 และ Sonnet 4.6 แต่สองรุ่นหลังทำงานเฉพาะเมื่อพารามิเตอร์สุ่มเป็นค่าเริ่มต้น ขณะที่หน้าเอกสารทางการยังไม่แสดงการรองรับและไม่พูดถึงเงื่อนไขนี้
OpenAI จะนำเซสชัน Daybreak Blue ไปเทรนโมเดลตั้งแต่ 29 พ.ย. แม้ปิดการแชร์ข้อมูลไว้ ก่อนส่งอีเมลขอโทษและสัญญาว่าจะมีตัวเลือกแยก
OpenAI แจ้งสมาชิก Trusted Access ว่าจะใช้ข้อมูลเซสชัน Daybreak Blue เทรนโมเดลตั้งแต่ 29 พ.ย. แม้เคยปิดการแชร์ไว้ หลังถูกต้าน อีเมลฉบับที่สองขอโทษและสัญญาว่าจะมีตัวเลือกไม่เข้าร่วมแยกต่างหาก แต่เซสชันที่ถูกตั้งธงยังอาจถูกใช้เพื่อความปลอดภัย
OpenAI รื้อ Model Spec เป็น 5 คุณค่าหลัก — เลิกเรียกว่า the assistant ตัดกฎสไตล์ส่วนใหญ่ และสั่งให้ถือผลข้างเคียงเป็นของจริงแม้อยู่ใน eval
Model Spec ฉบับ 29 ต.ค. จัดโครงใหม่เป็น 5 คุณค่า เพิ่มหมวดการใช้บริบทและความจำ และหลักการรองรับการกำกับโดยมนุษย์ ขณะที่กฎสไตล์ส่วนใหญ่ รวมถึงหัวข้อ Markdown ถูกนำออก OpenAI ยังยอมรับว่าโมเดลที่ใช้งานจริงยังไม่ตรงตามเอกสารทั้งหมด