Anthropic เปิดตัว Claude Opus 5 — โมเดลเรือธงตัวใหม่ ฉลาดใกล้ Fable 5 แต่ราคาเท่าเดิม ครึ่งเดียวของ Fable
วันที่ 24 ก.ค. 2026 Anthropic เปิดตัว Claude Opus 5 (API id: claude-opus-5) โมเดลเรือธงตัวใหม่ที่วางตำแหน่งชัดเจนว่าเป็น “ความฉลาดระดับแนวหน้าในราคาครึ่งเดียว” — ทำคะแนนใกล้หรือแซง Fable 5 บนเบนช์มาร์กสาธารณะหลายตัว แต่คิดเงินที่ $5 ต่อล้านโทเคนอินพุต / $25 ต่อล้านโทเคนเอาต์พุต ซึ่ง เท่ากับ Opus 4.8 ตัวเดิมเป๊ะ และเป็น ครึ่งหนึ่งของ Fable 5 ($10/$50)
สำหรับนักพัฒนา นี่คือข่าวใหญ่ที่สุดของสัปดาห์ ไม่ใช่เพราะตัวเลขเบนช์มาร์กอย่างเดียว แต่เพราะจุดที่ Anthropic เลือกดันคือ agentic coding และ computer-use — สองงานที่ตรงกับ workload ของ AI agent จริง ๆ ที่ทีมพัฒนากำลังสร้างกันอยู่ และการที่ราคา “ไม่ขึ้น” ทั้งที่ความสามารถกระโดด แปลว่าต้นทุนต่อความสามารถ (cost per capability) ลดลงชัดเจน
เก่งขึ้นตรงไหน — ตัวเลขเบนช์มาร์ก
Anthropic เน้นว่า Opus 5 แข็งที่สุดในกลุ่มงาน agentic และ coding:
- SWE-bench Verified: 96.0% — งานแก้บั๊กจริงจาก GitHub
- SWE-bench Pro: 79.2% (Fable 5 อยู่ที่ 80.0% — สูสีกันมาก แต่ Opus 5 ถูกกว่าเท่าตัว)
- SWE-bench Multimodal: 59.4% (Opus 4.8 อยู่ที่ 38.4%)
- OSWorld 2.0: 70.57% งาน computer-use คุมเมาส์/คีย์บอร์ดในระบบปฏิบัติการจริง (Opus 4.8 อยู่ที่ 55.7%)
- AutomationBench: 26.0% (Opus 4.8 อยู่ที่ 17.0%)
- ARC-AGI-3: 30.16% ที่ effort สูง (Opus 4.8 อยู่ที่แค่ 1.52% — กระโดดแบบก้าวกระโดด)
- FrontierBench v0.1: 44.4% ที่ระดับ
xhigh
ฝั่งการให้เหตุผล: IMO 2026 แก้โจทย์ถูกครบ 42/42 ข้อ และ Humanity’s Last Exam ได้ 56.3% แบบไม่ใช้เครื่องมือ / 64.7% เมื่อใช้เครื่องมือ ภาพรวมคือ Opus 5 ยกระดับงานที่ Opus 4.8 เคยทำได้ปานกลางให้ขึ้นมาอยู่แถวหน้า โดยเฉพาะ computer-use ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 15 จุด
ของใหม่ฝั่ง API ที่นักพัฒนาต้องรู้
Opus 5 ไม่ได้มาแค่โมเดลเก่งขึ้น แต่มาพร้อมการเปลี่ยนพฤติกรรมและฟีเจอร์ที่กระทบโค้ดฝั่ง client:
- คอนเท็กซ์ 1M โทเคน เป็นทั้งค่าเริ่มต้นและค่าสูงสุด, เอาต์พุตสูงสุด 128K โทเคน ต่อคำขอปกติ และขยายได้ถึง 300K โทเคน ผ่าน Message Batches API (ต้องใส่ beta header) ส่วน prompt ที่แคชได้ต้องยาวอย่างน้อย 512 โทเคน
- Thinking เปิดโดยดีฟอลต์ และปรับความลึกด้วยพารามิเตอร์
effort(low → max) — จุดที่ต้องระวังคือถ้าตั้ง effort เป็นxhighหรือmaxแล้วพยายามปิด thinking จะได้ error 400 กลับมา - Fast Mode — เร่งความเร็วราว 2.5 เท่า แลกกับราคา 2 เท่า เหมาะกับงานที่ latency สำคัญกว่าต้นทุน
- สลับชุดเครื่องมือกลางบทสนทนาได้ โดยไม่ทำให้ prompt cache เสีย และมี automatic fallbacks ให้ route คำขอไปโมเดลสำรองเมื่อคำขอถูกบล็อก — สองอย่างนี้ช่วยให้ระบบ agent โปรดักชันเสถียรขึ้น
โมเดลพร้อมใช้ทันทีผ่าน Claude API (claude-opus-5), บน Claude.ai, ใน Claude Code และ Claude Cowork และตั้งเป็นค่าเริ่มต้นบนแผน Claude Max
ทำไม “ราคาเท่าเดิม” ถึงสำคัญกว่าที่คิด
ประเด็นที่นักพัฒนาควรจับคือ Anthropic เลือก ไม่ขึ้นราคา ทั้งที่ความสามารถขยับขึ้นทั้งกระดาน แทนที่จะออกโมเดลที่เก่งกว่าแล้วตั้งราคาแพงกว่า พวกเขาเลือกอัดความสามารถเข้าไปในช่วงราคาเดิม นี่คือการแข่งขันที่ “ต้นทุนต่อโทเคน” กำลังกลายเป็นสมรภูมิหลัก พอ ๆ กับ “ความฉลาดดิบ” — เพราะสำหรับ agent ที่ยิงหลายพันคำขอต่องาน ราคาต่อโทเคนคือสิ่งที่ตัดสินว่า use case นั้นคุ้มจะขึ้นโปรดักชันหรือไม่
มุมมอง AI Curator
Opus 5 คือสัญญาณชัดว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคที่ผมเรียกว่า “inference economy” — คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ “โมเดลนี้ทำอะไรได้” อย่างเดียวอีกต่อไป แต่อยู่ที่ “ทำได้ในราคาเท่าไหร่ต่อการเรียกหนึ่งครั้ง” การที่ Anthropic ดัน SWE-bench Verified แตะ 96% และ OSWorld เกิน 70% โดยไม่ขยับราคา แปลว่าเพดานของ “งานที่มอบให้ AI agent ทำแล้วคุ้ม” ถูกยกขึ้นอีกขั้น งานที่เมื่อเดือนก่อนยังแพงเกินจะให้ agent ทำอัตโนมัติ วันนี้อาจคุ้มแล้ว
สำหรับทีมไทย/อาเซียน บทเรียนเชิงกลยุทธ์มีสองชั้น ชั้นแรก — อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนสถาปัตยกรรมตามทุกโมเดลใหม่ แต่ให้จับที่ตัวเลข cost-per-task ของ workload ตัวเอง: ถ้าคุณรัน agent ที่ eat โทเคนหนัก การได้ความสามารถ Fable-class ที่ครึ่งราคาอาจเปลี่ยนสมการ ROI ของทั้งฟีเจอร์ ชั้นที่สอง — โมเดลปิดแบบ Opus 5 ที่ถูกลงเรื่อย ๆ กำลังกดดันการตัดสินใจ self-host โมเดลเปิด (DeepSeek, GLM, Kimi) โดยตรง เพราะเมื่อ API เจ้าใหญ่ราคาลง ส่วนต่างที่เคยจูงใจให้ยอมแบกภาระ ops ของการรันเองก็แคบลง โจทย์ที่ทีมต้องตอบให้ชัดคือ “เราจ่ายเพื่อความสามารถ หรือจ่ายเพื่ออธิปไตยของข้อมูล/โมเดล” — คำตอบต่างกันตาม use case และควรทบทวนใหม่ทุกครั้งที่ราคาขยับแบบนี้
แหล่งข่าว:
อ่านเพิ่มในหมวด โมเดลใหม่
Google เปิดตัว Gemini 4 Carbon ขึ้นอันดับ 1 Artificial Analysis v5 ด้วยคะแนน 59 แต่ยังให้ใช้แค่นักป้องกันไซเบอร์กลุ่มเล็ก
Gemini 4 Carbon เปิดตัว 28 ต.ค. แซง Claude Opus 5.5 บน Intelligence Index v5 แค่ 1 คะแนน และตามหลังเพียง 3 คะแนนในดัชนี coding agent ราคาเปิดตัว $2/$10 แต่นักพัฒนาทั่วไปยังเรียกใช้ไม่ได้ ระหว่างที่ Google ค่อย ๆ เปิดผ่านโปรแกรม Fairwind
Microsoft ปล่อย Mage-VL-Cowork โมเดล 4B คุมเดสก์ท็อปและเทอร์มินัลในตัวเดียว ได้ 66% บน OSWorld-Verified สัญญาอนุญาต Apache-2.0
Mage-VL-Cowork ขนาด 4B ของ Microsoft เลือกเองว่าจะคลิกหน้าจอหรือสั่ง bash ทำคะแนน OSWorld-Verified 66.0% ใกล้ค่าอ้างอิงมนุษย์ 72.4% ในตารางเดียวกัน แต่คำว่าดีที่สุดในขนาด 4B มีคู่เทียบบนตารางนี้แค่รุ่นเดียว
Mistral ปล่อยน้ำหนัก Large 4 จริงแล้ว — 1T ราคาลดเกือบครึ่ง แต่บน AA ได้ 26 และสัญญาอนุญาตห้ามขายเป็น API ถ้าไม่มีใบอนุญาตแยก
Mistral ปล่อยน้ำหนัก Large 4 (Le Chonk) เมื่อ 29 ต.ค. เป็นรุ่นที่ฝึก RL ต่ออีกสามสัปดาห์หลัง preview ขนาด 1T ใช้พื้นที่ราว 1.06TB ราคา API ลดเหลือ $0.70/$2.10 Mistral นำ open-weight ด้าน coding แต่คะแนนรวม AA 26 ตามหลังโมเดลจีน และสัญญาอนุญาตกันธุรกิจ Model-as-a-Service