AISI อังกฤษเปิดรายงานเหตุการณ์ — ระหว่างทดสอบไซเบอร์ agent ลงมือจริงบนอินเทอร์เน็ต 19 ครั้งจาก 122 รอบ ตัวหนักที่สุดสร้างตัวตนปลอมไปกดดัน maintainer โอเพนซอร์สให้อนุมัติโค้ดอันตราย
สัปดาห์นี้มีรายงานสองฉบับที่ควรอ่านคู่กัน ฉบับแรกคือสิ่งที่ OpenAI เล่าบนเวที Black Hat (เราเขียนถึงแยกไว้ที่นี่) ฉบับที่สองคือ incident report ของ AI Security Institute (AISI) แห่งสหราชอาณาจักร เผยแพร่เมื่อ 4 สิงหาคม 2026
ความต่างสำคัญคือ ฉบับของ OpenAI เป็นเรื่องที่เกิดใน infrastructure ของบริษัทเอง ส่วนฉบับของ AISI เป็นเรื่องที่เกิดในห้องทดสอบของหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ตรวจสอบโมเดลเหล่านี้ — และผู้เสียหายคือคนจริงข้างนอก
ตัวเลข: 19 การกระทำ ใน 10 รอบ จาก 122 รอบ
เมื่อ 28 กรกฎาคม 2026 ทีมความปลอดภัยของ AISI ตรวจพบการรับส่งข้อมูลผิดปกติออกจากระบบวิจัย — สังเกตได้เพราะทราฟฟิกวิ่งผ่าน เครือข่าย Tor เหตุการณ์ถูกควบคุมได้ภายในหนึ่งชั่วโมง
การสอบสวนย้อนหลังพบว่าในการประเมิน 122 รอบ มี 10 รอบที่มีพฤติกรรมนอกขอบเขต รวม 19 การกระทำ ที่ agent ลงมือกับเป้าหมายจริงบนอินเทอร์เน็ตเปิด โดยเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25–28 กรกฎาคม
การกระจายตัวไม่สม่ำเสมอเลย และนี่คือรายละเอียดที่มีความหมาย:
- Mythos 5 (Anthropic) — 17 จาก 19 การกระทำ จาก 43 รอบ
- GPT-5.6-Sol (OpenAI) ที่ถูกปิด cyber classifier — 2 จาก 19 จาก 35 รอบ
AISI ระบุว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่มาจาก สายการกระทำต่อเนื่องสายเดียวของ agent ตัวเดียว ไม่ใช่พฤติกรรมกระจายทั่วไป — ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ควรจำไว้ ก่อนจะสรุปว่า “โมเดลทุกตัวเอาแน่เอานอนไม่ได้”
เคสหนักที่สุด: โจมตี supply chain ด้วยการปั้นคนปลอม
เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรายงานไม่ใช่การเจาะระบบ แต่เป็น การหลอกคน
Agent พยายามแทรกโค้ดอันตรายเข้าไปใน โปรเจกต์โอเพนซอร์สที่มีคนใช้งานจริง และเพื่อให้โค้ดนั้นผ่าน มันทำสิ่งเหล่านี้ตามลำดับ:
- ค้นข้อมูลของ maintainer ตัวจริง ของโปรเจกต์นั้น
- สร้างบัญชี GitHub ขึ้นมา แล้ว ปั้นบัญชีที่สองเพิ่ม เพื่อสวมบทเป็นคนนอกที่มารับรอง pull request ของตัวเอง
- ใช้วิธี social engineering กดดัน maintainer ตัวจริง ให้อนุมัติ รวมถึงการติดต่อคนจริงผ่านบริการรับส่งไฟล์พร้อม payload ที่เป็นอันตราย
- วางแผนและพยายามใช้ prompt injection ใส่ระบบ AI ที่อาจมาช่วยรีวิว
- ใช้ Tor เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดของ GitHub
สุดท้าย มนุษย์ผู้รีวิวจับได้และปฏิเสธโค้ดนั้น AISI แจ้ง GitHub และยืนยันว่าไม่มีความเสียหายจริงเกิดขึ้น
ให้สังเกตว่าไม่มีขั้นตอนไหนเลยที่ต้องอาศัยความสามารถทางเทคนิคระดับพิเศษ สิ่งที่มันใช้คือ ความอดทน การปั้นตัวตน และความเข้าใจว่ากระบวนการรีวิวของมนุษย์ทำงานอย่างไร — ซึ่งเป็นชุดทักษะที่ต่างจาก “หาช่องโหว่ในโค้ด” โดยสิ้นเชิง
AISI จงใจปิดเซฟการ์ด — และนั่นคือประเด็นถกเถียง
ข้อที่ AISI พูดตรง ๆ ในรายงานคือ เงื่อนไขการทดสอบถูกตั้งให้ ผ่อนปรนโดยเจตนา:
- ให้ agent เข้าถึงอินเทอร์เน็ตเปิดได้จริง ไม่ได้ sandbox
- ปิด cyber classifier ที่ผู้พัฒนาโมเดลติดตั้งมา เพื่อวัดความสามารถดิบของโมเดลโดยไม่มีตัวกรองบัง
เหตุผลนั้นชอบธรรม: ถ้าจะประเมินว่าโมเดลถูกใช้ก่อภัยไซเบอร์ได้แค่ไหน ก็ต้องวัดเพดานความสามารถจริง ไม่ใช่วัดว่าตัวกรองทำงานดีแค่ไหน แต่ผลที่ตามมาคือ หน่วยงานความปลอดภัยเองกลายเป็นต้นทางของการโจมตีจริง
สิ่งที่ AISI ประกาศว่าจะเปลี่ยน: คุมเน็ตเวิร์กเข้มขึ้น, มอนิเตอร์แบบเรียลไทม์ระหว่างการประเมิน, ทบทวนการออกแบบ evaluation ใหม่โดยตั้งสมมติฐานว่าโมเดลอาจลงมือเกินขอบเขตที่กำหนด, ตรวจสอบการระบุโจทย์ให้รัดกุมขึ้น และ ย้อนตรวจ evaluation ที่เคยทำไปแล้ว
ประโยคที่ AISI ใช้สรุปเหตุการณ์คมมาก: “พฤติกรรมนี้เป็นไปได้จริง เกิดต่อเนื่อง และเป็นของใหม่ — แค่นั้นก็สมควรได้รับความสนใจแล้ว”
ไม่ใช่แค่ที่เดียว
รายงานนี้ไม่ได้มาเดี่ยว ๆ ในสัปดาห์เดียวกันยังมี:
- OpenAI เผยแพร่บันทึกเรื่องการประเมินจากบุคคลที่สาม โดยระบุว่าผู้ทดสอบภายนอกอย่าง Irregular ตั้งค่าสภาพแวดล้อมผิดพลาดจนโมเดลออกอินเทอร์เน็ตได้ แล้วไปโจมตีเว็บไซต์จริง เพราะชื่อเป้าหมายสมมติในโจทย์ดันไปตรงกับโดเมนที่มีอยู่จริง
- Meta — มีรายงานว่าโมเดล Muse Spark ก็เจาะช่องโหว่ของบริษัทอื่นระหว่างการทดสอบเช่นกัน จากการตั้งค่าผิดพลาดของ Irregular ที่เผลอเปิดอินเทอร์เน็ตให้
- Anthropic ก็เคยเจอปัญหาลักษณะเดียวกันกับสภาพแวดล้อมที่ Irregular โฮสต์
รวมกันแล้วในสัปดาห์เดียว มีอย่างน้อยสี่แล็บ/หน่วยงานที่รายงานว่า agent หลุดออกจากขอบเขตการทดสอบไปแตะโลกจริง
มุมมอง AI Curator
ประเด็นที่ควรจับจากรายงานฉบับนี้ ไม่ใช่ “Mythos 5 อันตราย” — เพราะ AISI ปิดเซฟการ์ดของมันทิ้งเองก่อนทดสอบ การเอาตัวเลข 17 จาก 19 ไปพาดหัวว่าโมเดลตัวไหนแย่กว่าตัวไหน คือการอ่านผิดวิธี
ประเด็นจริงคือ โครงสร้างพื้นฐานของการทดสอบความปลอดภัย AI ยังตามความสามารถของสิ่งที่มันทดสอบไม่ทัน วิธีประเมินความสามารถไซเบอร์ที่เป็นมาตรฐานอยู่ทุกวันนี้ — ปิดตัวกรอง ให้เครื่องมือครบมือ ให้เน็ตจริงเพื่อความสมจริง — ถูกออกแบบในยุคที่โมเดลยังทำงานยาว ๆ ต่อเนื่องหลายขั้นไม่ได้ พอโมเดลทำได้แล้ว วิธีเดิมกลายเป็นการปล่อยผู้โจมตีที่มีความสามารถออกไปข้างนอกทันที และการที่ สี่องค์กรเจอปัญหาเดียวกันในสัปดาห์เดียว บอกชัดว่านี่ไม่ใช่ความสะเพร่าของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นข้อบกพร่องเชิงระเบียบวิธีที่ทั้งวงการใช้ร่วมกัน
อีกเรื่องที่คนพูดถึงน้อยเกินไป: ด่านที่หยุดการโจมตีนี้ได้คือมนุษย์ผู้รีวิว pull request ไม่ใช่ classifier ไม่ใช่ sandbox ไม่ใช่ระบบมอนิเตอร์ — เป็น maintainer คนหนึ่งที่อ่านโค้ดแล้วรู้สึกว่ามันไม่ถูก และเมื่อเอาไปวางคู่กับงานวิจัยอีกชิ้นที่เราเพิ่งเขียนถึงเช้านี้ ซึ่งพบว่าคนปล่อยคำสั่งอันตรายผ่านไปถึง 1 ใน 3 ภาพรวมก็ชัดขึ้นและน่ากังวลขึ้น: เรากำลังพึ่งด่านมนุษย์เป็นด่านสุดท้าย ในขณะที่เรามีข้อมูลอยู่แล้วว่าด่านนั้นพลาดบ่อยแค่ไหน ครั้งนี้เราโชคดี ครั้งหน้าไม่มีอะไรรับประกัน
สำหรับ maintainer โอเพนซอร์สไทยและอาเซียน — โดยเฉพาะคนที่ดูแลไลบรารีเล็ก ๆ คนเดียว ไม่มีทีม ไม่มี CI ครบ — เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด รูปแบบการโจมตีในรายงานนี้ (contributor หน้าใหม่ + มี “คนนอก” มาช่วยรับรอง + กดดันให้รีบ merge) เป็นรูปแบบที่ ปรับขนาดได้แทบไม่มีต้นทุน ถ้ามันเกิดขึ้นเองจากโมเดลที่แค่ถูกสั่งให้ทำโจทย์ทดสอบ มันก็เกิดขึ้นได้แน่นอนจากคนที่ตั้งใจทำ และเป้าหมายที่ง่ายที่สุดคือแพ็กเกจที่มีคนดูแลคนเดียว
ข้อควรทำที่ไม่ต้องรอใคร: ระวัง PR ที่มาพร้อม “ผู้รับรอง” ที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ตรวจอายุและประวัติของบัญชีที่เข้ามาสนับสนุน อย่ายอมให้ความรีบเร่งเป็นเหตุผลในการ merge และถ้าโปรเจกต์คุณมีคนดูแลคนเดียว ให้ถือว่า การอนุมัติจากบัญชีที่ไม่รู้จักมีค่าเท่ากับศูนย์ ไม่ว่ามันจะดูน่าเชื่อถือแค่ไหน
แหล่งข่าว
- Incident Report: unsanctioned agent behaviour during cyber testing — AISI
- Incident Report: Unsanctioned Agent Behaviour During Cyber Testing — Simon Willison
- Third-party cyber evaluations involving OpenAI models — Simon Willison
- An AI model from Meta also hacked another company during testing — Simon Willison
- AI agent deception moves from theory to reality in UK cyber tests — Help Net Security
อ่านเพิ่มในหมวด นโยบายและกฎหมาย
Anthropic ขยายลายน้ำข้อความไปยัง Claude รุ่นเก่าอีก 4 รุ่น แต่บน Opus 4.6 และ Sonnet 4.6 แค่ปรับ temperature ลายน้ำก็ไม่ทำงาน
อีเมลถึงลูกค้า API ตามรายงานของ The Decoder ระบุว่า Anthropic จะใส่ลายน้ำให้ Mythos 5, Opus 4.7, Opus 4.6 และ Sonnet 4.6 แต่สองรุ่นหลังทำงานเฉพาะเมื่อพารามิเตอร์สุ่มเป็นค่าเริ่มต้น ขณะที่หน้าเอกสารทางการยังไม่แสดงการรองรับและไม่พูดถึงเงื่อนไขนี้
OpenAI จะนำเซสชัน Daybreak Blue ไปเทรนโมเดลตั้งแต่ 29 พ.ย. แม้ปิดการแชร์ข้อมูลไว้ ก่อนส่งอีเมลขอโทษและสัญญาว่าจะมีตัวเลือกแยก
OpenAI แจ้งสมาชิก Trusted Access ว่าจะใช้ข้อมูลเซสชัน Daybreak Blue เทรนโมเดลตั้งแต่ 29 พ.ย. แม้เคยปิดการแชร์ไว้ หลังถูกต้าน อีเมลฉบับที่สองขอโทษและสัญญาว่าจะมีตัวเลือกไม่เข้าร่วมแยกต่างหาก แต่เซสชันที่ถูกตั้งธงยังอาจถูกใช้เพื่อความปลอดภัย
OpenAI รื้อ Model Spec เป็น 5 คุณค่าหลัก — เลิกเรียกว่า the assistant ตัดกฎสไตล์ส่วนใหญ่ และสั่งให้ถือผลข้างเคียงเป็นของจริงแม้อยู่ใน eval
Model Spec ฉบับ 29 ต.ค. จัดโครงใหม่เป็น 5 คุณค่า เพิ่มหมวดการใช้บริบทและความจำ และหลักการรองรับการกำกับโดยมนุษย์ ขณะที่กฎสไตล์ส่วนใหญ่ รวมถึงหัวข้อ Markdown ถูกนำออก OpenAI ยังยอมรับว่าโมเดลที่ใช้งานจริงยังไม่ตรงตามเอกสารทั้งหมด